Shares

“10 กว่าปีที่วิ่งมา ผมรู้ว่านักวิ่งต้องการอะไร” คำตอบง่ายๆ หลังยิงคำถามไปว่าทำไมเขาถึงข้ามจากนักวิ่งมาเป็นนักทำสนาม หรือ Race Director (RD)

ในวงการวิ่งรู้จักดีในชื่อ “เอกภาพ เกาไสยานนท์” หรือ “เอก” ถ้าเอ่ยชื่อรู้จักหมด ถ้าจำชื่อไม่ได้เห็นหน้าแล้วร้องอ๋อแน่นอนแม้แต่เจ้าตัวยังมั่นใจ เพราะอยู่ในวงการวิ่งมาเป็นสิบๆ ปี และคว้าแชมป์งานถนนมานับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะท้าทายตัวเองด้วยทางป่าในช่วงปีหลังๆ จนเลยเถิดได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้รับหน้าที่ Race Director (RD) สร้างสนามดีๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

จากผู้ป่วยที่ต้องลุกขึ้นมาวิ่งเพื่อรักษาชีวิต สู่นักวิ่งล่ารางวัล วันนี้เอกรับหน้าที่ใหม่เป็น Race Director (RD) หน้าที่ที่ต้องรู้ทุกเรื่องในสนาม ทุกกิโลเมตรก่อนจะส่งต่อให้นักวิ่งต้องผ่านตาเขาหมด ไปอ่านเรื่องราวของเขาตั้งแต่การเข้ามาในวงการนี้ ความสำคัญของการทำสนาม รวมถึงความรักที่เขามีต่อนักวิ่งในสนาม

Race Director (RD) เริ่มได้ยังไง

มีคนชวนแบบไม่ได้ตั้งตัว คือไม่ได้ต้องการเป็น Race Director (RD) แต่เป็นคนเปิดกว้าง ผู้ใหญ่เลยไว้วางใจให้เป็น RD แล้วก็ทำได้จริงๆ เพราะเรามีประสบการณ์กว่า 10 ปี ทั้งไตรกีฬา จักรยาน และ วิ่ง

สนามแรกที่ทำ

สนามแรกกลพบุรีครับ อยู่ในหน่วยรบพิเศษอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก งานเป็นครอสคันทรี่วิ่งบนถนนดินแดง ทางลูกรัง ระยะ 10 กิโลเมตร กับ 21 กิโลเมตร ตอนนั้นไปช่วยวางป้าย วัดระยะ เช็คจุดความปลอดภัยครับ

หลังจากนั้นก็เป็นสนามเทรล Sichang Unseen Trail 2017 ที่ชลบุรี ระยะเดียว 21 กิโลเมตร รับ 400 คน งานนี้เป็น RD เต็มตัวครับ ทำงานแบบถวายชีวิตเลย บอกทุกคนว่างานนี้ผมไม่ได้ทำเพราะเป็นคนจัด แต่ว่าทำด้วยฝีมือ ความเป็นศิลปินมันต้องใช้ใจ จิตวิญญาณ ความเชื่อมั่น ความมั่นใจ ทุกอย่างที่เขาศัทธาในตัวเรา ทำแบบว่า “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” ผมแบกทุกอย่างไว้เยอะ ถ้าทำไม่ดีก็มีดราม่า คนจะมาว่าเราได้

ตอนทำไม่คิดว่างานนี้จะเกิด สุดท้ายเสียงตอบรับดีมาก เป็นเพราะพี่ๆ ไว้ใจเรา สนับสนุนเราทุกอย่าง ไม่ว่าจะเอาอะไร 10 กว่าปีที่วิ่งมา ผมรู้ว่านักวิ่งต้องการอะไรเลยใส่เต็มทุกอย่างที่นักวิ่งต้องการ

เสียงตอบรับดีถือเป็นรางวัล

ปี 2017 สนามนี้ติดท็อป 5 ของประเทศด้วย เทรลแรกที่ทำแล้วติดอันดับที่ดีที่สุดของประเทศ ร้องไห้เลยวันนั้น ไม่ได้ถ้วยนะ แต่เป็นรางวัลของตัวเอง ถ้าได้มาอยู่กับผมแล้วจะเข้าใจว่าผมทำจริงๆ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ผมวิ่งเองทุกกิโล เห็นระยะหมด รู้ว่าตรงไหนทีมันเป็นจุดเสี่ยง
ถ้าเราหลงนักวิ่งก็หลงด้วย

สนามเทรลที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

สนามเทรลที่ดีต้องมีระบบความปลอดภัย อาหารการกินไม่ขาด น้ำ เกลือแร่ ต้องพอสำหรับระยะนั้นๆ ระยะทางไม่ขาดไม่เกิน ป้ายต้องชัดเจนระดับสายตา วางผิดชีวิตเปลี่ยนมาหลายคนแล้ว ป้ายกับริบบิ้นต้องวางแนวทางเดียวกัน อย่างซ้ายสลับขวา ช่วงเข้าโค้งก็ต้องมริบบิ้นถี่หน่อย ไม่งั้นนักวิ่งหลงทางได้

ทำสนาม 50 กิโลเมตร หรือ 100 กิโลเมตร ผมวิ่งเองทุกกิโล เห็นระยะหมด รู้ว่าตรงไหนทีมันเป็นจุดเสี่ยง ถ้าเราหลงนักวิ่งก็หลงด้วย แล้วก็ทำงานกับชาวบ้าน นายพราน เจ้าหน้าที่อุทยาน คือเขาว่าไงก็ต้องฟัง ถ้าตรงไหนเขาโอเราก็โอเค เพราะเขาคนพื้นที่เราต้องฟัง

เสี่ยงไม่ได้เลยใช่ไหม

คำว่าไม่ได้คือไม่ได้ บางครั้งสำหรับเราว่า 50/50 แต่นายพรานบอกว่าตรงนี้อย่าไปเลย ผมก็ไม่เอา ผมไม่ฝืน คือผมทำสนุก ไม่เสี่ยง ปลอดภัย เราคิดถึงการเอนเตอร์เทนทั้งนักวิ่งและชาวบ้านด้วย ได้วิ่งผ่านน้ำ ได้ลุย มีกองเชียร์ มีสตาฟคอยดูแลนักวิ่งว่าเอาอะไรไหม ทุกคนพร้อมซัพพอร์ต 

สนามเทรลไม่ได้ทำกัน 2 – 3 ครั้งเสร็จนะ ทำทีหลายเดือน คือมันต้องทำแล้วทำอีก เรียกทีมมาคุย ไปทำสนามให้นิ่งที่สุดเพื่อลดความเสี่ยง บางทีไปตอนนี้สนามมันแห้ง แต่เวลาแข่งจริงๆ ฝนตกก็ต้องปรับ ทางมันเสี่ยงก็ต้องเบี่ยงออก เพราะในป่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนตลอด ไฟป่า น้ำท่วม ต้นไม้ล้ม คือความปลอดภัยต้องมาก่อน ถ้าปลอดภัยแล้วความสุขมันจะมา หรือใครเป็นเป็นอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีความสุขหรอก

ถ้ามีอุบัติเหตุ AED ต้องถึง ผมจับเวลาเองว่าจากจุดนี้ต้องถึงภายในกี่นาที โดยมาตรฐานแล้วใช้เวลา 1-3 นาทีต้องถึงตัวผู้บาดเจ็บแล้ว ทีมงานมีวิทยุสื่อสารทุกคน โทรศัพท์โทรเข้าออกได้ มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ ทุกอย่างต้องพร้อม

เวลาทำสนามมองภาพถึงอะไร

เราแคร์ไปถึงครอบครัวนักวิ่ง คือผมทำงานสนามดีๆ นักวิ่งต้องมีประกันชีวิตทุกคนเลยนะ ทีมงานยังมีประกันชีวิตเลย อย่างผมทำ Sichang Unseen Trail นักวิ่งมีประกันคนละแสน ทีมงานสตาฟทุกคนบังคับทุกคนทำ ถึงแม้บางคนบอกว่า “ผมยืนอยู่เฉยๆ” ก็ต้องทำ 

นักวิ่งเวลาทำประกันไม่ต้องเสียเงินเพิ่มนะ คือมันอยู่ในค่าสมัครแล้ว ที่ทำเพราะผมอยากสบายใจ บางคนในทีมบอก “พี่อย่าทำเลย” ผมบอกต้องทำส่งชื่อมาเลยเดี๋ยวจ่ายเงินให้ ดูแลหมด ดูแลทุกๆ คน นี่แหละคือความสุข ถ้าความปลอดภัยมี ความสุขมันจะมา

ในขณะที่เราป้องกันอย่างดี แล้วอุบัติเหตุที่เกิดจากอะไร

ความไม่พร้อมของนักวิ่ง ซ้อมไม่ถึง ใช้ใจวิ่ง แต่ส่วนมากที่เจอหลักๆ คือใช้ใจวิ่ง อันดับสองคือไม่ศึกษาข้อมูลสนามสภาพแวดล้อม อุปกรณ์บังคับอย่าง เป้น้ำ นกหวีด ไฟคาดหัว อาหารการกินสำรองพวกเจล เอนเนอร์จีบาร์ ไม้โพล(อุปกรณ์แนะนำ) ชุดยาประถมพยาบาล ชุดยาโรคส่วนตัว อันนี้สำคัญมาก พวกนี้เป็นกฏสากลทั่วโลกเลยครับ

ทั้งหมดนี้คือความประมาทคิดว่าฉันได้ บางทีนักวิ่งรู้ดีกว่า RD ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้มาทำสนาม ไม่ได้รู้ว่าสนามนี้เป็นยังไง แต่ยังมาถามว่า “พี่ไม่เอาได้ไหม” ผมบอกคุณแล้วอุปกรณ์บังคับที่ทางสนามแจ้งไว้แล้วแต่เขาประมาท ขนาดผมทำสนามเองผมยังต้องพกแบบที่แจ้งไว้เลย 

อุบัติเหตุหนักๆ ที่เจอ

ส่วนมากข้อเท้าพลิก ลื่นล้ม ตกไหล่ทาง หนักๆ เจอข้อเท้าหักกับลงเขามาแล้วหัวเข่ากระแทกแล้วบิดไปเลย

พี่หนำเขาเป็นไอดอลเราทั้งเรื่องกีฬา เรื่องการใช้ชีวิต เรื่องการทำสนาม
เลยได้รับพลังบวกจากพี่หนำเยอะ

สนามเทรลในไทยที่คิดว่าดีที่สุด

ที่ประทับใจในชีวิตเลยนะ คืองาน CM6 ที่เชียงใหม่ มันเหมือนอยู่ในโลกพลังบวก นักวิ่งบวกให้เรา สตาฟบวกให้เรา ชาวบ้านบวกให้เรา อาหารการกินบวกให้เรา ระยะไม่ขาดไม่เกิน ทุกอย่างเป๊ะมาก คือเราเข้าจุดเช็คพ้อยท์เนี่ยมีสตาฟเข้ามาดูทุกอย่าง มันระดับมืออาชีพสากลเลยนะ  อีกอย่างงานนี้พี่หนำ(น้ำเพชร พรธารักษ์เจริญ ผู้ก่อตั้งสนาม CM6) เขาเป็นไอดอลเราทั้งเรื่องกีฬา เรื่องการใช้ชีวิต เรื่องการทำสนาม เลยได้รับพลังบวกจากพี่หนำเยอะ

งาน CM6 นักวิ่งรักมาก สมัครแค่ 10 – 20 นาที คนเต็มแล้ว งานเกือบ 2,000 คน ทั้งๆ ที่ค่าสมัครพันกว่าถึงห้าพันกว่าเลยนะ

นักวิ่งไม่ถามอะไรเลยเงินก็ไม่ใช่น้อยนะ ไหนจะค่าเดินทาง ค่าโรงแรมอีก ไปวิ่งครั้งนึงก็ต้องมีหมื่นกว่า บาท เรารู้สึกคุ้มค่าทุกอย่างที่เราจ่ายให้เขาไป แล้วเขาให้กลับคืนมาแล้วเรารู้สึกว่า มันต้องทำสนามอย่างนี้สิ ถึงเรียกว่าสนาม

CM6 กับ Sichang Unseen Trail แพชชั่นเดียวกัน

ใช่ เป็นสิ่งที่เราอยากมอบให้จริงๆ ไม่เอากำไร กำไรที่นักวิ่งได้กลับไปคือกำลังใจ

ก่อนแยกย้ายกับหนุ่มร่างบางคนนี้ เขาบอกเราง่ายๆ ว่า “ทำด้วยใจนะ ไม่ได้ทำด้วยเงิน ถ้าใจแลกใจได้ ทุกคนแลกใจหมด”


Shares