Shares

หลังจากที่เราคุยกับคุณ ตุลย์ ตุลยเทพ เอื้อวิทยา ในฐานะกัปตัน adidas runners ไปเมื่อคราวก่อน หลายคนคงเข้าใจบทบาทของคุณตุลย์และได้ทำความรู้จัก adidas runners หรือ AR ว่าแท้จริงแล้วเป็นยังไง

วันนี้ขออนุญาตคุยกันต่อถึงเส้นทางการวิ่งว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน เคล็ดลับการกิน การซ้อม รวมถึงการส่งตัวเองไปท้าทายสนามเทรลที่ว่าดีและโหดที่สุดในโลกอย่าง UTMB (ชื่อเต็ม Ultra-Trail du Mont-Blanc แข่งขันระยะ 100 ไมล์)เจ้าตัวบอกว่าการวิ่งครั้งนี้เหมือนไปเป็นผู้ประสบภัย เพราะโหดเหลือเกิน

อย่าเสียเวลาครับ เราไปเริ่มกันเลย

01

จุดเริ่มต้น

ตอนเด็กๆ ผมมีปัญหาหอบหืด คุณหมอบอกว่าให้ไปว่ายน้ำเพื่อให้ภายในแข็งแรง ผมเริ่มว่ายน้ำมาตั้งแต่ 3 ขวบ เข้ามัธยมก็เตะบอล เล่นบาสกับเพื่อนๆ ตอนนั้นเลิกว่ายน้ำไปเลย จนขึ้นมัธยมปลายผมไปเรียนต่อที่อเมริกา เพื่อนไปบอกโค้ชว่าผมเป็นนักว่ายน้ำมาก่อน โค้ชก็เลยเรียกตัวไป หลังจากนั้นก็ว่ายไปอีก 3 ปี พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลิกว่ายน้ำอีกครั้ง

หลังจากนั้นก็กลับมาประเทศไทยเริ่มทำงานไปสักระยะรู้สึกว่าตัวเองอ้วนขึ้นเพราะไม่ได้เล่นกีฬาเลยไปเข้ายิมยกเวทสลับวิ่งบ้างนิดหน่อยแต่น้ำหนักก็ไม่ลด แล้วมันเป็นช่วงที่ไตรกีฬาบ้านเราเริ่มจะบูม (ปี 2015) ผมเห็นเพื่อนที่สวนกุหลาบเขาใส่เสื้อทีมไปแข่งกัน แข่งเสร็จถ่ายรูปดูน่าสนุกดี ตัวผมว่ายน้ำได้อยู่แล้ว ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าเพิ่มวิ่ง เพิ่มปั่นอีกหน่อยก็น่าจะได้ ก็เลยออกไปซื้อจักยานแล้วเริ่มซ้อมจริงจังตั้งแต่ตอนนั้น

ซ้อมประมาณ 3 เดือนแล้วไปแข่งเลย ผมเริ่มที่ระยะสปรินต์ครับ (ว่าย 750 เมตร ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร วิ่ง 5 กิโลเมตร) ว่ายน้ำโอเคไหวอยู่ พอขึ้นมาปั่นจักรยานก็ยังพอไปได้เรื่อยๆ แต่พอมาถึงวิ่งเนี่ยออกไปไม่ถึง 500 เมตร ตะคริวมาเลย ทั้งท้อง ทั้งขา ทรมานมากเลยครับ ก็วิ่งๆ เดินๆ จนจบ ทรมานมาก (หัวเราะ)

รู้เลยครับว่าซ้อมไม่พอ เพราะวิ่งมันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยถนัด เราเป็นนักว่ายน้ำปกติวิ่งไม่ค่อยดีเพราะถนัดช่วงบนมากกว่า หลังจากนั้นเริ่มพัฒนาการวิ่ง ก็แข่งไตรกีฬามาตลอดจนเข้ามาเป็น AR ก็เปลี่ยนมาวิ่งเยอะขึ้น

02

เข้าป่า

ผมเริ่มวิ่งเทรลมาตั้งแต่ปี 2017 ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบวิ่งถนนเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ช่วงนั้นเทรลบ้านเราก็เริ่มจะบูมเหมือนกัน เห็นไปเพื่อนก็เลยไปลองบ้าง ไปงานแรกที่เขาใหญ่ “The North Face 100 Thailand 2017” ลงระยะ 25 กิโลเมตร วิ่งเสร็จมารู้ที่หลังว่าเป็นงานที่ค่อนข้างโหดเรื่องเวลาและความร้อน (หัวเราะ) ปลายปีผมก็สมัครโป่งแยง 100 กิโลเมตร ปีต่อมาผมลง 100 ไมล์เลย ตอนนั้นผมจบ 40 ชั่วโมงครึ่ง ก็สนุกดี แปลกดี  

ผมรู้สึกว่ามันไม่ต้องเร่งเหมือนถนน เหนื่อยก็เดินได้ ผมชอบยกตัวอย่างว่าเวลาไปวิ่งมาราธอน อย่างผมไปวิ่งที่เบอร์ลิน ที่บอสตัน มันต้องวิ่งตลอดเวลา คนข้างทางชอบตะโกนว่า “เอ้ย มึงอย่าเดิน มึงต้องวิ่งดิ วิ่ง” คือตะคริวมันขึ้นมันไม่ไหว มันรู้สึกแย่มาก (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นเทรลเราเข้าป่าไปเลย อยากวิ่งเราก็วิ่ง อยากเดินเราก็เดิน ได้อยู่กับตัวเอง ได้คุยกับตัวเอง ไม่ต้องฝืนตัวเองมาก

03

ท้าทาย

งานมาราธอนมีสนามสุดยอดคือบอสตัน ส่วนเทรลมี UTMB (ระยะ 100 ไมล์) วิ่ง 3 ประเทศ เริ่มที่ฝรั่งเศส ข้ามมาอิตาลี ไปสวิตเซอร์แลนด์ แล้วกลับมาจบที่ฝรั่งเศส เราก็จะได้เห็นทิวทัศน์ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ด้านนึงเป็นภูเขา อีกด้านนึงเป็นทุ่งหญ้ามีวัวเดิน สวยมากครับ

ปีที่แล้วผมสมัครครั้งแรกก็ได้ล็อตโต้ไปกับเพื่อน 2 คน ซึ่งพอได้วิ่งจริงๆ แล้วรู้สึกเลยว่า 100 ไมล์ ที่เราเคยวิ่งกับ UTMB คนละเรื่องเลย ที่ UTMB คัทออฟระยะ 100 กิโลเมตร อยู่ที่ 24 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าเทียบกับโป่งแยงบ้านเราคัทออฟที่ 29 ชั่วโมง แล้วก็ความชันสะสมต่างกันมาก

ความชันของสนามบ้านเราเกิดจากการวิ่งขึ้น-ลงบนเขา แต่ที่ UTMB คือมันขึ้นไปแล้วลงนิดเดียว แล้วขึ้นอีก คือมันขึ้นยาวมาก (ลากเสียง) จุดสตาร์ทก็อยู่บนเขา แล้วก็ขึ้นไปสูงอีกเลยมีปัญหาเรื่องออกซิเจน ผมว่าอันนี้เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้ไม่ไหว เขาเรียกว่า Altitude Sickness ถ้าเป็นหนักอาจจะเวียนหัว อาเจียน แต่ผมไม่ได้เป็นขนาดนั้น เวลาผมขึ้นเขาไปรู้สึกว่าไม่มีแรง อยู่ดีๆ แรงหายไปหมดเลย เดิน 5 ก้าวต้องนั่งพัก ไม่ได้เหนื่อยนะ แต่ไม่รู้ว่าแรงหายไปไหนหมด ขาไม่มีแรงเลย ผมคิดว่าเกิดจากออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ

04

พ่ายแพ้

ก่อนแข่งผมไปซ้อมขึ้นดอยปุย แล้วเจอพี่คนนึงเขาซ้อมอยู่ เขาบอกว่า “ไป UTMB เหมือนกันครับ” แล้วมาอยู่ที่นี่ 3 – 4 วันก็ซ้อมวิ่งขึ้นลงตลอด ส่วนผมมาเดือนละครั้ง ก็เลยเห็นความแตกต่างของการซ้อม

จนวันที่ไป UTMB เจอพี่เขาอยู่ข้างทาง ผมก็ถามว่าทำไมมาอยู่ตรงนี้ เขาบอกว่า “โห กินไม่ได้เลย อยากนอนก็นอนไม่ได้” เขาดูพังมากเลย สุดท้ายก็ DNF ซึ่งพี่เขาซ้อมมากกว่าผมประมาณ 5 เท่า

ปัญหาหลักๆ เลยผมว่าเรื่องอาหารแบบที่พี่เขาว่า เพราะที่สนามเตรียมมาให้เป็นแครกเกอร์ แฮม ชีส คือมันแห้งๆ เย็นๆ เลยครับ มีบางจุดมีซุปให้ เรียกว่ากินไม่ลง มันแห้ง โอ้โห บางทีเราอยากกินข้าว อยากกินหมูปิ้งอะไรอย่างนี้ ผมว่าถ้าเรากินของเขาไม่ได้ เราควรซ้อมกินอะไรที่เราสามารถพกไปกินได้

อีกอย่างคือสภาพอากาศที่ขึ้นชื่อเรื่องความแปรปรวน ปีที่แล้วที่ผมไปถือว่าโชคดียังไม่เจออะไรเท่าไหร่ แต่ปีก่อนหน้านั้น (ปี 2018) มีหิมะตกบนยอดเขา อุณหภูมิติดลบนักวิ่ง DNF กันเพียบ ของผมน่าจะแค่เลขตัวเดียว ตอนสามทุ่มจำได้เลยว่าหนาวมากจังหวะขึ้นเขาแล้วเจอช่องลม โอโห้ หนาวมาก ผมใส่เสื้อยืดข้างใน มีเสื้อเบสเลเยอร์คล้ายๆ ไหมพรมอีกชั้น แล้วก็แจ็คเกตกันลมกันฝนทับลงอีกชั้น ตอนนั้นเบสเลเยอร์มันโดนเหงื่อแล้วเปียก พอเจอลมนิดนึงก็หนาวแล้ว ทุกอยากผมใส่ปิดหมด ทั้งถุงมือ ทั้งฮูด แบบ… เป็นผู้ประสบภัยมาก อันนั้นเป็นอีกอุปสรรคที่เราไม่มีทางรู้ได้เลย

เป็น DNF ครั้งแรก ไปถึง 100 กิโลเมตรไม่ทันคัทออฟ บวกกับผมไปซ้อมก่อนวันแข่งประมาณ 4 วัน วิ่งขึ้น-ลงเขาไป 15 กิโลเมตร ทำให้หน้าขายังเจ็บอยู่ พอถึงวันแข่งจริงไม่เต็มร้อยเท่าไหร่ ตอนอยู่ในสนามดูนาฬิกาแล้วไม่ทันแน่นอน เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ DNF แรกก็เป็นที่ UTMB เลย

05

เคล็ดลับ

ผมเริ่มจากการเลือกงานแข่งก่อน พอได้งานแล้วผมจะนับวันกลับมาจัดตารางซ้อมของตัวเอง ถ้าเป็นงานปกติผมจะวางตารางไว้ที่ 2 – 3 เดือน แต่ถ้าเป็นงานใหญ่ก็อาจจะวางยาวถึง 6 เดือน

ช่วงเดือนแรกจะซ้อม Base Training วิ่งเบาๆ เก็บระยะทาง เสาร์-อาทิตย์วิ่งยาวหน่อย หลังจากนั้นค่อยๆ เข้นข้นขึ้นทั้งระยะทางและความเร็ว เพิ่มทั้ง ‘Interval’ และ ‘Tempo’ ในความเร็วที่จะใช้แข่ง สำหรับมาราธอนตอนวิ่งยาวช่วงที่พีคคือ 32 กิโลเมตร อย่างสัปดาห์นี้วิ่ง 28 กิโลเมตร สัปดาห์ถัดไปวิ่ง 32 กิโลเมตร ค่อนข้างหนัก พอหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วง ‘Taper’ ก็จะลดระยะลงมา แต่ยังคงความเร็วไว้อยู่

ก่อนแข่งให้ระวังเรื่องอาการบาดเจ็บ ไม่อยากให้ไปโหม ตลอดเวลาที่เราซ้อมมาเต็มที่แล้ว ร่างกายพัฒนาได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว คือจะไปเร่งในช่วงก่อนแข่งมันไม่มีประโยชน์ ให้มาเน้นเรื่องการกินดีกว่า

ผมพยายามหลีกเลี่ยงน้ำตาล ของทอด ไม่ใช่แค่ตอนซ้อมหรือแข่งนะครับ แต่เป็นตลอดเวลา ส่วนเรื่องกินแป้งยังกินได้ปกติครับ มีแค่วันก่อนแข่งที่ผมจะไม่กินผักของที่มีกากใยเยอะๆ อาหารเผ็ด อาหารแปลก เพราะไม่อยากไปถ่ายในวันแข่งจะลำบากเอา

นักวิ่งบางคนชอบโหลดคาร์บวันก่อนแข่ง สำหรับผมแล้วร่างกายคนเรารับคาร์โบไฮเดรตได้ระดับหนึ่ง พอเต็มที่แล้วเอาไปสะสมไม่ได้ก็จะเปลี่ยนไขมัน ดังนั้นจะมาโหมกินในวันก่อนแข่งไม่น่าจะมีประโยชน์เท่าไหร่ เราควรทยอยกินในสัปดาห์ก่อนแข่งดีกว่า พอถึงวันแข่งจะได้ดึงมาใช้ได้อย่างเต็มที่

06

เป้าหมาย

วิ่ง – ผมอยากเก็บ 6 เมเจอร์ให้ครบ ซึ่งตอนนี้ได้มาแล้ว 2 จาก Adidas เป็นงาน ‘บอสตัน มาราธอน’ กับ ‘เบอร์ลิน มาราธอน’ จริงๆ ผมแชริตี้งาน ‘โตเกียว มาราธอน’ ปีนี้ไว้ แต่โดนเลื่อนไป แล้วก็ซื้อทัวร์ไป ‘ชิคาโก้ มาราธอน’ ด้วย

ไอรอนแมน – สูงสุดเลยผมอยากไปแข่งที่ฮาวาย มันเหมือนบอสตัน มาราธอนคือต้องควอลิฟายเข้าไป จากการเป็นที่ 1 – 2 ในกลุ่มอายุ ซึ่งในความสามารถของผมคือยอมรับเลยว่าเป็นไม่ได้อยู่แล้ว ยากมาก แต่ก็มีอีกวิธีหนึ่งคือ เลกาซี่ โปรแกรม ต้องเก็บให้ครบ 12 สนาม แล้วจะมีสิทธิ์ส่งชื่อเข้าไปจับสลากว่าใครจะได้ไปแข่ง ซึ่งตอนนี้มีคนส่งชื่อไปเยอะมาก ถ้าส่งชื่อปีนี้จะได้ไปแข่งอีก 3 ปีข้างหน้า

เทรล – UTMB ถ้ามีโอกาสผมจะกลับไปอีกครั้งนึง จะเตรียมตัวให้ดีขึ้น คิดว่าน่าจะทำได้ ต้องตั้งใจซ้อม วางแผนดีๆ 

ติดตามกัปตันตุลย์ ได้ที่เพจ CaptTul ในนี้ก็จะอัพเดตรองเท้า เทคนิคการวิ่ง ทุกวัน


Shares