Shares
  • 59
    Shares

“เอ็นโกโล่ ก็องเต้” จะช่วยประคองและขับเคลื่อนทัพสิงโตน้ำเงินครามไปข้างหน้า รวมถึงสร้างสมดุลย์ให้กับระบบการเล่นของกุนซือแฟรงค์ แลมพาร์ด อย่างแน่นอน

เวลานี้ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ และลีกอื่นๆ ทั่วโลก อยู่ในช่วงพักเบรคเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางให้นักเตะได้ออกไปโม่แข้งให้กับทีมชาติของตน ก่อนที่จะกลับกันมาฟาดแข้งกันอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสของหลายๆ ทีม ได้มีเวลาปรับปรุงแผนการเล่น การฝึกซ้อม และบรรดานักเตะที่ไม่ได้ติดทีมชาติ ก็ได้มีโอกาสพักผ่อน ส่วนนักเตะที่มีอาการบาดเจ็บก็สามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการฟื้นฟูร่างกาย เพื่อจะได้เร่งกลับมารับใช้ต้นสังกัดต่อไป

หนึ่งในบรรดานักเตะที่อยู่ในช่วงการรักษาอาการบาดเจ็บ และเป็นนักเตะที่แฟนบอลสิงโตน้ำเงินคราม “เชลซี” ต้องการให้หายกลับมาโดยเร็วที่สุดคือ “เอ็นโกโล่ ก็องเต้” นักเตะกองกลางทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์เวิลด์ คัพ ปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย โดยผู้จัดการทีมเชลซี “แฟรงค์ แลมพาร์ด” ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนเกมที่เชลซีจะลงแข่งกับ “เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด” ว่า “เอ็นโกโล่ ก็องเต้ยังไม่ฟิต เขามีอาการบาดเจ็บรบกวนบริเวณข้อเท้าอย่างต่อเนื่อง และเขาก็จะไม่เดินทางไปร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศส ผมได้คุยกับดิดีเย่ร์ เดสชองส์แล้ว และเราต่างมีความเห็นตรงกันว่าการที่ก็องเต้จะได้พักฟื้นในช่วงเบรคทีมชาตินี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขาเอง” 

“เอ็นโกโล่ ก็องเต้” ในวัย 28 ปี ถือได้ว่าเป็นนักเตะที่มีคาแร็คเตอร์ ที่น่ายกย่องชมเชยในเรื่องของการทุ่มเทในการเล่น ความเป็นมืออาชีพ และการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือป่าวประกาศว่าตนเองนั้นเก่งกาจหรือยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ใช้ความมุมานะทุ่มเท และผลงานในสนามเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเอง และนี่คือ “คีย์แมน” คนสำคัญที่แฟรงค์ แลมพาร์ดต้องการตัวกลับมาใช้งานโดยเร็ว หลังจากพึ่งมีโอกาสลงสนามในศึกพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลนี้ไปเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น โดยออกสตาร์ทเป็นตัวสำรองในนัดแรกที่ออกไปพ่าย “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” 4 – 0 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพราะสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ และถูกลงสนามมาแทนที่ “จอร์จินโญ่” ในนาทีที่ 73 หลังจากที่ทีมโดนนำห่างไปแล้วถึง 3 ลูก จึงแทบไม่มีเวลาและโอกาสที่จะช่วยทีมได้มากนัก 

สัปดาห์ต่อมาก็องเต้สามารถเรียกความฟิตได้ทันลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดที่ 2 โดยเชลซี เปิดบ้านต้อนรับ “เลสเตอร์ ซิตี้” ต้นสังกัดเก่าของเขา และผลจบลงด้วยการเสมอกันไป 1 – 1 ซึ่งรูปเกมโดยรวมถือว่าเชลซีทำได้ดีกว่าในครึ่งแรก แต่กลับเป็นเป็นเลสเตอร์ ซิตี้ของกุนซือ “แบรนดอน ร็อดเจอร์ส” ที่ทำผลงานได้ดีกว่าในครึ่งเวลาหลัง

แต่ก็มีอีกจุดหนึ่งซึ่งเราไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลย นั่นก็คือตำแหน่งและบทบาทการเล่นของ “เอ็นโกโล่ ก็องเต้” ในยุคของกุนซือแฟรงค์ แลมพาร์ด ซึ่งบรรดากูรูลูกหนังหลายๆ คนต่างให้ความสนใจว่าจะแตกต่างกันกับในยุคของ “เมาริซิโอ ซาร์รี่” อดีตผู้จัดการทีมเชลซีในฤดูกาลก่อนอย่างไร ผลปรากฎว่าตำแหน่งและบทบาทการเล่นของก็องเต้นั้นเปลี่ยนไป เพราะแลมพาร์ดวางแผงกองกลางไว้ 3 คน แบ่งเป็นตัวรับ 2 คน คือ ก็องเต้ และ จอร์จินโญ่ ส่วนตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหนู “เมสัน เมาท์” ที่ฤดูกาลก่อนโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นกับ “ดาร์บี้ เค้าท์ตี้” ในศึกแชมป์เปี้ยนชิพ ซึ่งคุมทีมโดยแฟรงค์ แลมพาร์ดนั่นเอง

แต่ในยุคของเมาริซิโอ ซาร์รี่นั้น ก็องเต้ ถูกวางไว้เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางทางด้านขวาสลับกันจับคู่กับ “มัตเตโอ โควาซิซ” และ “รอส บาร์คลี่ย์” โดยมีจอร์จินโญ่เป็นตัวคุมจังหวะอยู่ด้านหลังคู่มิดฟิลด์ จะเห็นได้ว่าแลมพาร์ดวางตำแหน่งของก็องเต้ไว้ต่ำกว่าที่เคยยืนในฤดูกาลก่อน ซึ่งตรงจุดนี้หากวิเคราะห์กันแล้ว ถือเป็นตำแหน่งที่ถนัดของกองกลางร่างเล็ก และเป็นตำแหน่งที่สามารถรีดศักยภาพทางด้านเกมรับออกมาได้ถึงขีดสุด เป็นที่ทราบกันดีว่าทักษะในการตัดบอลและเข้าสกัดบอลของก็องเต้ถือเป็นจุดเด่น และทำได้ดีมากตั้งแต่สมัยที่เคยช่วยให้เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกในฤดูกาล 2015 – 2016 ก่อนที่จะสวมบทบาทเดียวกันกับเชลซีภายใต้การคุมทีมของ “อันโตนิโอ คอนเต้” และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีในฤดูกาล 2016 – 2017 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกถึง 2 ปีติดต่อกันของเอ็นโกโล่ ก็องเต้

อย่างไรก็ตามเราจะไม่ได้เห็นเอ็นโกโล่ ก็องเต้ยืนปักหลักเป็นมิดฟิลด์ตัวรับในทีมของแฟรงค์ แลมพาร์ดบ่อยนัก แต่เราจะเห็นเอ็นโกโล่ ก็องเต้ในบทบาทมิดฟิลด์สไตล์ Box to Box ที่พร้อมจะช่วยทีมตั้งรับในยามที่ทีมต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ แต่ก็ยังพร้อมที่จะขับเคลื่อนเกมไปข้างหน้าด้วยตัวเอง และสอดแทรกเข้าไปยังกรอบเขตโทษของคู่ต่อสู้ตลอดเวลา นับเป็นอานิสงค์ที่ตัวก็องเต้เองได้รับมาจากการที่โดนเมาริซิโอ ซาร์รี่ดันขึ้นไปเล่นในตำแหน่งกองกลางที่สูงกว่าที่เคยเล่น ในฤดูกาลก่อน ซึ่งเจ้าตัวเองก็ใช้เวลาปรับตัวและพัฒนาฝีเท้ามาโดยตลอด และช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีกมาครองได้ในท้ายฤดูกาล

ถ้าไล่ดูสถิติส่วนตัวของเอ็นโกโล่ ก็องเต้กับ 2 นัดในพรีเมียร์ ลีกที่ได้ลงสนาม อาจจะไม่ได้เป็นตัวชี้วัดอะไรมากนัก ด้วยเปอร์เซ็นต์การผ่านบอลสำเร็จ 79.4% และเข้าสกัดบอลสำเร็จ 2.5 ครั้งต่อเกม แต่เชื่อได้เลยว่าตัวเลขตรงนี้และสถิติอื่นๆ จะค่อยๆ ปรับขึ้นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเจ้าตัวสลัดอาการบาดเจ็บและกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการสอดประสานทางกราบขวาระหว่างเอ็นโกโล่ ก็องเต้กับสองดูโอชาวสเปนอย่าง “เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า” แบ็คขวากัปตันทีม และ “เปโดร โรดริเกซ” ปีกขวาจอมเก๋า ที่เล่นกันอย่างรู้ใจเพราะร่วมเล่นในรูปแบบการเล่นที่คล้ายคลึงกันมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อน ทำให้การขึ้นเกมทางกราบขวาของเชลซีลื่นไหลและจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับกองหลังคู่ต่อสู้อย่างแน่นอน

เป็นที่ทราบกันดีว่า “เชลซี” ของกุนซือ “แฟรงค์ แลมพาร์ด” โดนโทษแบนห้ามเซ็นสัญญาซื้อนักเตะใหม่เป็นเวลา 1 ปี ทำให้แฟรงค์ แลมพาร์ดมีงานหนักที่จะต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยอาศัยนักเตะสายเลือดใหม่ที่เคยโดยปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่าง “แทมมี่ อับบราฮัม” และ “เมสัน เมาท์” อีกทั้งสุดยอดนักเตะขวัญใจแฟนบอลอย่าง “เอเดน อาซาร์” ก็ย้ายออกจากทีมไป ถึงแม้จะได้ดาวเตะทีมชาติอเมริกาอย่าง “คริสเตียน พูลิซิซ” เข้ามาเสริมทัพ (เซ็นต์สัญญาล่วงหน้าก่อนที่เชลซีจะโดนโทษแบน) แต่ก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้าลีกอังกฤษ 

ดังนั้นการที่เชลซีมีกองกลางดีกรีแชมป์โลกอย่าง “เอ็นโกโล่ ก็องเต้” ที่พร้อมจะช่วยประคองและขับเคลื่อนทัพสิงโตน้ำเงินครามไปข้างหน้า พร้อมทั้งสร้างความสมดุลย์ให้กับระบบการเล่นของกุนซือแฟรงค์ แลมพาร์ด ดังนั้นเอ็นโกโล่ ก็องเต้คือตัวอย่างชั้นดีที่นักเตะพลังหนุ่มในทีมเชลซีควรศึกษาและดำเนินรอยตาม

Writer : MenthoL
Image : N’Golo Kanté , Chelsea Football Club


Shares
  • 59
    Shares