Shares

เรียบร้อยโรงเรียนเสือใต้กันไปแล้วเมื่อคืนนี้สำหรับตำแหน่งแชมป์บุนเดสลีกาประจำฤดูกาล 2019/2020 หลังจากที่บาเยิร์น มิวนิคบุกไปชนะแวร์เดอร์ เบรเมนได้ 1 – 0 จากประตูโทนของดาวยิงตัวเก่งอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำให้ทีมมีแต้มทิ้งห่างโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ไป 10 แต้ม ถึงแม้เสือเหลืองจะมีเกมอยู่มืออีก 3 นัดก็ไม่เพียงพอที่จะไล่ทัน ทำให้บาเยิร์น มิวนิคคว้าถาดแชมป์บุนเดสลีกาไปครองเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกัน เรียกได้ว่าผูกขาดกันเสียจนแฟนบอลทั่วโลกแทบจะเอือมระอาไปแล้ว

แต่สิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับกับการผูกขาดแชมป์ของยอดทีมจากแคว้นบาวาเรียนอกเหนือไปจากความพร้อมของขุมกำลังและคุณภาพของผู้เล่น ก็คือวิสัยทัศน์ของบอร์ดบริหาร ที่มีการวางแผนงานในระยะสั้นและระยะยาว รวมไปถึงความเด็ดขาดในการตัดสินใจ

เราไปไล่เรียงกันดูว่าการคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ของทีมเสือใต้มีจุดเปลี่ยน และปัจจัยสำคัญอะไรกันบ้าง

__________________

01

ตลาดซื้อขายนักเตะ

__________________

แน่นอนว่าการที่ทีมต้องสูญเสียสองนักเตะระดับตำนานอย่าง “ฟร้องค์ ริเบรี่” ที่หมดสัญญาและย้ายไปใช้เวลาในช่วงปลายของอาชีพนักเตะกับฟิออเรนติน่าในอิตาลี และ “อาร์เยน ร็อบเบน” ที่ประกาศแขวนสตั๊ด ย่อมส่งผลกระทบต่อทีมเป็นอย่างยิ่ง แต่ทีมเสือใต้ยังไว้วางใจแนวรุกดาวรุ่งในทีมอย่าง “แซร์จ นาบรี้” และ “คิงส์ลีย์ โกม็อง” จึงเลือกที่จะดึงอะไหล่เสริมอย่าง “อิวาน เปริซิซ” และ “ฟิลิเป้ คูตินโญ่” มาแบบยืมตัวพร้อมจ่ายค่าเงินค่าเช่าแบบกระจุ๋มกระจิ๋ม หาได้ทุ่มทุนซื้อนักเตะในตำแหน่งแนวรุกแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามกับนักเตะในเกมรับ ที่ทุ่มทุนสร้างไปกระชากสองกองหลังดีกรีแชมป์โลกปี 2018 ของทีมชาติฝรั่งเศสอย่าง “ลูคัส แอร์กน็องเดซ” มาจากแอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัวถึง 80 ล้านยูโร และ “แบ็งฌาแมง ปาวาร์” จากสตุ๊ตการ์ท ที่ค่าตัว 35 ล้านยูโร โดยเซ็นสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้าก่อนที่ฤดูกาลที่แล้วจะจบเสียด้วยซ้ำ

นี่จึงแสดงให้เห็นถึงการวางแผนการลงทุนของบอร์ดบริหารที่ใช้นโยบายในการยืมตัวพร้อมออฟชั่นในการซื้อขาดของคูตินโญ่ เพราะหากนักเตะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบของทีมหรือโชว์ฟอร์มได้ไม่สนราคา ทีมเสือใต้ก็สามารถปล่อยตัวคูตินโญ่กลับคืนต้นสังกัดอย่างบาร์เซโลน่าได้ คล้ายกันกับกรณีของ “ฮาเมส โรดริเกวซ” จอมทัพทีมชาติโคลัมเบียที่ทีมเคยยืมตัวมาใช้งานจากรีล มาดริดในฤดูกาลก่อน

ส่วนในเคสของแอร์กน็องเดซและปาวาร์นั้น ต้องยอมรับว่าบอร์ดบริหารมีวิสัยทัศน์ และกล้าที่จะลงทุนเพื่ออนาคต เพราะอายุอานามของทั้งคู่นับถึงตอนนี้คือ 24 ปีเท่ากัน ผ่านการพิสูจน์ฝีเท้ามาในระดับหนึ่งแล้วและอายุการใช้งานก็ยังมีอีกหลายปีเลยทีเดียว

__________________

02

ออกสตาร์ทไม่สวย

__________________

ฟอร์มการเล่นในช่วงต้นของบาเยิร์น มิวนิคในฤดูกาลนี้นเรียกได้ว่ากระท่อนกระแท่นเสียเหลือเกิน 10 นัดแรกในบุนเดสลีกา ชนะไปเพียง 5 นัด เสมอ 3 และแพ้ 2 ทีมอยู่ในอันดับที่ 4 ของตารางคะแนน นักวิจารณ์และแฟนบอลเริ่มกังขาในการลุ้นแชมป์ของทีมเสือใต้ รวมไปถึงฝีไม้ลายมือของผู้จัดการทีมอย่าง “นิโก้ โควัช” ซึ่งบอร์ดบริหารก็ไม่ได้ลังเลที่จะตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม หลังจบเกมในนัดที่ 10 ที่ทีมออกไปพ่ายให้กับไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ตถึง 5 – 1 ในเดือนพฤศจิกายน โควัชจึงถูกเชิญออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม

ซึ่งโควัชได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับกับชะตากรรมในครั้งนี้ว่า “ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับสโมสรในตอนนี้ ผลการแข่งขัน รวมไปถึงวิธีการเล่นของเราในนัดล่าสุดทำให้ต้องมีการตัดสินใจดังกล่าว ผมและโรเบิร์ต (น้องชาย) ต้องขอขอบคุณบาเยิร์นสำหรับระยะเวลาหนึ่งปีครึ่ง ทีมของเราคว้าแชมป์ลีก, เดเอฟเบ คัพ และซูเปอร์คัพ นี่เป็นช่วงเวลาที่ดี ผมขออวยพรให้สโมสรเจอแต่สิ่งที่ดีที่สุด”

__________________

03

ผู้จัดการทีมคนใหม่

__________________

หลังปลดโควัชออกไป บอร์ดบริหารได้แต่งตั้ง “ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค” ผู้ช่วยของโควัชขึ้นมารับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวโดยทันที ซึ่งฟลิคเองก็เริ่มต้นได้ดีพอใช้ คว้าชัยในการคุมทีมนัดแรกเหนือโอลิมเปียกอส 2-0 ในแชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนจะเปิดบ้านอัดเสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ไป 4 – 0 อย่างไรก็ดีทีมกลับไปแพ้ถึง 2 นัดติดต่อกันในศึกบุนเดสลีกานัดที่ 13 และ 14 ในการเจอกับเลเวอร์คูเซ่นและกลัดบัดตามลำดับ ข่าวลือเรื่องการแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ของเสือใต้ยังคงร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองกุนซือเนื้อหอมที่ว่างงานอยู่ในเวลานั้นอย่าง “มัสซิโม อัลเลกรี” และ “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่” แต่หลังจากที่ฟลิคนำทีมคว้าชัยสามนัดรวดในเดือนธันวาคม สโมสรจึงตัดสินใจประกาศว่าจะให้โอกาสฟลิคคุมทีมไปจนจบฤดูกาลนี้

หากนับรวมชัยชนะสามนัดรวดที่ว่านั้น ฟลิคนำทีมเสือใต้สะกดคำว่าแพ้ในบุนเดสลีกาไม่เป็นต่อไปอีกเลย นับรวมถึงนัดเมื่อคืนนี้ฟลิคพาทีมชนะในลีกถึง 17 นัด และเสมอเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นเอง จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเมื่อบอร์ดบริหารของเสือใต้ยื่นสัญญา 3 ปีให้กับฟลิคในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ถาดแชมป์บุนเดสลีกาที่ฟลิคนำเสือใต้คว้ามาได้เมื่อคืนนี้ถือเป็นโทรฟี่แรกในฐานะผู้จัดการทีม แต่เมื่อไล่ดูประวัติการทำงานในวงการฟุตบอลของฟลิคบอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมให้จับขรัวเฒ่าจอมเก๋าอย่าง “โจวานนี่ ตราปัตโตนี่” มาก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติเยอรมันของ “โยอัคคิม เลิฟ” ในปี 2006 ถือเป็นหนึ่งในมันสมองที่ช่วยให้ทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์โลกในปี 2014 อีกด้วย เรียกได้ว่าทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นระยะเวลายาวนานเหลือเกิน ก่อนที่จะพ้นเงากลับกลายมาเป็นมือหนึ่งและเฉิดฉายอยู่ในเวลานี้

__________________

04

ดาวรุ่งแจ้งเกิด

__________________

จากนักเตะโนเนมที่ย้ายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาจากทีมแวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ในประเทศแคนาดาเมื่อมกราคม 2019 ชื่อของ “อัลฟอนโซ่ เดวี่ส์” ไม่ได้เตะตาหรือคุ้นหูแฟนบอลสักเท่าไหร่นัก แต่หลังจากได้รับโอกาสให้ลงสนามบ่อยขึ้นในตำแหน่งแบ็คซ้ายในฤดูกาลนี้ ฟอร์มการเล่นของเดวี่ส์ดูเหมือนจะก้าวกระโดด ถึงขนาดที่เบียดให้เจ้าของพื้นที่สัมปทานอย่าง “ลูคัส แอร์กน็องเดซ” และ “ดาวิด อลาบา” ต้องปรับไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟแทน

ชื่อของเดวี่ส์ยิ่งเป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นไปอีกในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบสองนัดแรกที่เสือใต้บุกไปทุบเชลซีคาบ้าน 3-0 โดยเฉพาะในประตูที่สามของเกมที่เจ้าหนูเดวี่ส์ในวัย 19 ปีโชว์สปีดนรกฉีกกองหลังของเชลซีขึ้นไปทางกราบซ้าย ก่อนตบเข้ากลางให้ “โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้” ยิงเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย ก่อนที่เจ้าตัวจะให้สัมภาษณ์หลังเกมแบบติดตลกเกี่ยวกับการถูกเรียกตัวไปติดทีมกรีฑาของแคนาดาว่า “ถ้าพวกเขา (ทีมกรีกรีฑาฯ) ติดต่อมา ผมก็พร้อมที่จะไป” ล่าสุดในเกมเมื่อคืนนี้กับเบรเมน เจ้าหนูเดวี่ส์ได้ทำสถิติใหม่ในการเป็นนักเตะที่วิ่งเร็วที่สุดในบุนเดสลีกาที่ความเร็ว 36.51 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

__________________

05

จอมทัพคิมมิชร่างจำแลงของลาห์ม

__________________

“โยชัว คิมมิช” ถือได้ว่าเป็นแบ็คขวาที่ปรับมาเล่นกองกลางแล้วได้ดีเหมือนกับรุ่นพี่อย่าง “ฟิลิป ลาห์ม” จากที่เคยถูกมองว่ามีดีแค่ลูกเปิด ลูกโยนยาว มาวันนี้คิมมิชพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งแล้วว่าเขาคือจอมทัพตัวจริงของทีมเสือใต้ ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น การอ่านเกมที่พัฒนาขึ้น ประกอบกับทักษะการจ่ายบอลของเจ้าตัว ทำให้คิมมิชกลายเป็นมิดฟิลด์ที่คอยคุมจังหวะเกมของทีมเสือใต้ เป็นตัวกรองด่านแรกในแดนกลางที่คอยปกป้องแผงหลัง ยิ่งมีลูกหาบชั้นเชิงดีอย่าง “ติอาโก้ อันกันตาร่า” และ “ลีออน โกเรทซ์ก้า” งานของคิมมิชจึงสะดวกและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

__________________

06

เลวานดอฟสกี้เครื่องจักรถล่มประตูแห่งยุค

__________________

ต้องยกให้เป็นศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของโลกในเวลานี้สำหรับ “โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้” ซึ่งลงเล่นในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ไปแล้ว 29 นัดแต่ยิงไปถึง 31 ประตู นับรวมทุกรายการเจ้าตัวกดไปแล้ว 46 ประตู ในวัย 31 ปีนี้ถือได้ไว้เป็นช่วงอายุที่พีคจริงๆ สำหรับนักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้า แต่ถ้านับย้อนหลังกลับไปดูสถิติเราจะพบว่าเลวานดอฟสกี้ยิงประตูในทุกรายการให้เสือใต้เกินหลัก 40 ประตูติดต่อกันมาเป็นฤดูกาลที่ 5 เข้าไปแล้ว

หลังจากเฉลิมฉลองกับถาดแชมป์บุนเดสลีกากันเสร็จแล้ว “ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค” และลูกทีมของเขาจะต้องรีบกลับมาโฟกัสกันต่อที่เกมนัดชิงชนะเลิศในศึกเดเอฟเบ โพคาลที่จะต้องเจอกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และการลงเล่นในนัดที่สองในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกกับเชลซี ติดตามดูกันว่าบาเยิร์น มิวนิคจะไปได้ไกลถึงฝั่งฝันในการชูถ้วยบิ๊กเอียร์ฤดูกาลนี้หรือเปล่า

Writer : MenthoL
Image : FC Bayern München


Shares