Shares
  • 78
    Shares

“เรื่องของฤดูกาลก่อนก็คือเรื่องของฤดูกาลก่อน เราพร้อมที่จะมุ่งมั่นทำมันอีกครั้ง” เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนเริ่มฤดูกาล

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทีมหงส์แดง “ลิเวอร์พูล” ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังเก็บ 3 คะแนนเต็มทำสถิติชนะรวด 7 นัด โดยยังไม่พลาดท่าพายแพ้หรือเสมอให้กับทีมใดในฤดูกาลนี้ ยึดตำแหน่งจ่าฝูงอย่างเหนียวแน่น โดยเสียประตูน้อยที่สุดในลีกไปเพียงแค่ 5 ประตู เทียบเท่ากับ “เลสเตอร์ ซิตี้” ที่ยึดครองอันดับที่ 3 โดยทั้งสองทีมจะต้องปะทะกันในสัปดาห์นี้ที่รังเหย้า “แอนฟิลด์” ของลิเวอร์พูล และแน่นอนว่า “คีย์แมน” ที่ช่วยให้แนวรับทีมหงส์แดงแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าก็คือ “เวอร์จิล ฟาน ไดค์” เซ็นเตอร์ฮาร์ฟทีมชาติฮอลแลนด์ เจ้าของอดีตสถิติปราการหลังตัวกลางค่าตัวแพงที่สุดในโลก 75 ล้านปอนด์ เมื่อครั้งที่ย้ายข้ามฟากมาจาก “เซาแธมป์ตัน” ในเดือนมกราคม ปี 2018

เพียงแค่หนึ่งฤดูกาลครึ่งที่เวอร์จิล ฟาน ไดค์อยู่กับลิเวอร์พูลก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับทีมหงส์แดงได้อย่างน่าตื่นเต้น โดยเฉพาะในฤดูกาล 2018/2019 ที่ผ่านมา ทีมหงส์แดงฟาดฟันแย่งตำแหน่งจ่าฝูงกับทีมเรือใบสีฟ้า “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ได้อย่างถึงพริกถึงขิง แม้จะคว้าได้เพียงอันดับ 2 แต่ก็ทำสถิติเป็นทีมอันดับ 2 ที่คว้าแต้มได้มากที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกที่ 97 แต้ม โดยห่างจากทีมเรือใบสีฟ้าเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามสถิติตัวเลขที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือจำนวนประตูที่ลิเวอร์พูลเสียไปตลอดทั้ง 38 นัดนั้นคือ 22 ประตู ซึ่งเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีก นี่จึงเป็นตัวเลขที่พิสูจน์ถึงความสำคัญของฟาน ไดค์กับทีมลิเวอร์พูลโดยแท้จริง

ถึงแม้จะอกหักจากถ้วยพรีเมียร์ลีก แต่ลิเวอร์พูลก็ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยส์ลีกได้อย่างยิ่งใหญ่ ในชัยชนะเหนือ “ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์” 2 ประตูต่อ 0 ถือเป็นการคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ใบที่ 6 ของสโมสร  ซึ่งฟาน ไดค์โชว์ฟอร์มแกร่งช่วยให้ทีมรักษาคลีนชีทพร้อมคว้าตำแหน่งแมนออฟเดอะแมตช์ในนัดชิงชนะเลิศนี้ไปครอง นับเป็นปีทองของปราการหลังวัย 28 ปีเพราะเจ้าตัวยังได้รับการโหวตให้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอังกฤษ (PFA) โดยเป็นการลงคะแนนเสียงของเพื่อนร่วมอาชีพนักเตะด้วยกันเอง

ในส่วนของการลงเล่นให้ทีมชาติฮอลแลนด์นั้น เวอร์จิล ฟาน ไดค์ได้รับความไว้วางใจจากอดีตนายเก่าอย่าง “โรนัลด์ คูมัน” ให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติ มีส่วนสำคัญในการบัญชาการเกมรับและช่วยให้ทีมอัศวินสีส้มผ่านเข้าไปชิงแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกซึ่งยูฟ่าจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มอัตราความตื่นเต้นและดึงดูดแฟนบอล โดยนำมาแทนโปรแกรมการแข่งขันแบบกระชับมิตรซึ่งไม่มีผลคะแนนและขาดแรงจูงใจต่อนักเตะและแฟนบอล ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลยูโรรอบคัดเลือกในปีนี้ โดยทีมชาติฮอลแลนด์ของฟาน ไดค์คว้าแชมป์กลุ่มเอ ซึ่งประกอบไปด้วย ทีมชาติฝรั่งเศสและทีมชาติเยอรมัน ทะลุเข้าไปปราบทีมชาติอังกฤษในรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่จะพ่ายให้กับทีมชาติโปรตุเกสที่มี “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ในนัดชิงชนะเลิศไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตามด้วยผลงานทั้งระดับสโมสรและระดับชาติที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมาของฟาน ไดค์ทำให้ชื่อของเขาได้รับการเสนอให้เข้าชิงรางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมประจำปี 2019 ของ “ฟีฟ่า” ในชื่อใหม่ที่เรียกว่า “ฟีฟ่า เดอะ เบสต์ เมนส์ เพลเยอร์” ซึ่งแยกออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2016 จากรางวัล “บัลลง ดอร์” ที่พี่ฟ่าเคยจัดร่วมกับนิตยสาร “ฟร็องซ์ ฟุตบอล” เป็นระยะเวลา 6 ปี โดยฟาน ไดค์เป็นตัวเต็งที่จะคว้ารางวัลนี้ร่วมกับยอดนักเตะแห่งยุคทั้งสองคนอย่าง “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” และ “ลิโอเนล เมสซี่”  ซึ่งประกาศผลกันไปเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ผลปรากฎว่าเมสซี่คว้ารางวัลไปครอง ได้รับคะแนนโหวตเหนือฟาน ไดค์ที่ 46 ต่อ 38 คะแนนนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับฟาน ไดค์ แต่เจ้าตัวก็ยังมีรางวัลปลอบใจสำหรับตำแหน่ง “ยูฟ่า เมนส์ เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ 2018/19” ซึ่งประกาศไปก่อนหน้านี้โดย “ยูฟ่า” เมื่อปลายเดือนสิงหาคม

โดยฟาน ไดค์ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากรับรางวัลว่า “ผมรู้สึกภูมิใจ ด้วยความสัตย์จริงผมคิดว่าทุกคนมีส่วนร่วมและช่วยให้ผมประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีม สต๊าฟโค้ช และครอบครัว พวกเขาทุกคนคงรู้สึกภาคภูมิใจเช่นเดียวกัน เพราะหากปราศจากพวกเขาแล้วผมคงไม่ได้มายืนตรงจุดนี้ สิ่งที่พวกเขาช่วยผมมันยอดเยี่ยมและผมรู้สึกตื้นตันใจ เรามีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมและนั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่ผมรู้สึกภูมิใจ” เมื่อถูกถามต่อว่าคุณมีการเตรียมตัวอย่างไรที่จะก้าวข้ามฤดูกาลก่อนอันยอดเยี่ยมและยกระดับขึ้นในฤดูกาลใหม่นี้  ฟาน ไดค์กล่าวต่อว่า “เรื่องของฤดูกาลก่อนก็คือเรื่องของฤดูกาลก่อน เราพร้อมที่จะมุ่งมั่นทำมันอีกครั้ง เราต้องลงเตะหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ, ยูฟ่า แชมเปี้ยส์นลีกและศึกพรีเมียร์ลีก แต่เราพร้อมที่จะสู้ทุกรายการ เราต้องดูกันไปทีละเกม และเราก็พร้อมจะใส่ให้เต็มที่กับทุกเกม” ทั้งนี้ทั้งนั้นนักวิจารณ์ต่างก็ยังเชื่อว่าชื่อของ “เวอร์จิล ฟาน ไดค์” ยังคงมีชื่อเป็นนอมินีที่จะได้ลุ้นรางวัล “บัลลง ดอร์” ในปลายปีนี้อีกเช่นกัน

จุดเด่นที่ให้เวอร์จิล ฟาน ไดค์ในวัย 28 ปีได้รับการชื่นชมจากนักวิจารณ์และแฟนบอลคือการอ่านเกม, ความปราดเปรียว, การเข้าสกัด และการเล่นลูกกลางอากาศ เป็นที่ทราบกันดีว่าลิเวอร์พูลของกุนซือชาวเยอรมัน “เจอร์เก้น คล็อปป์” เป็นทีมที่เน้นการเพรสซิ่งสูงตั้งแต่หน้ากรอบเขตโทษของคู่แข่ง เพื่อไล่ตัดบอลกลับไปทำเกมรุกต่อ อีกทั้งยังเป็นการบีบให้กองหลังของคู่แข่งจ่ายบอลไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก และบีบให้โยนบอลยาวไปวัดดวงเอาข้างหน้า ซึ่งข้อสุดท้ายนี่เองถ้าหากหงส์แดงขาดกองหลังที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดีก็คงจะถูกกองหน้าคู่แข่งพักบอลไปทำเกมต่อได้ หรือหากลูกที่ถูกโยนยาวมาไปตกลงในพื้นที่ว่างระหว่างกองหลังกับผู้รักษาประตู

การมีกองหลังตัวกลางที่ความปราดเปรียวหรือความรวดเร็วอย่างฟาน ไดค์ก็สามารถตัดโอกาสที่คู่แข่งจะใช้เกมสวนกลับเร็วมาเล่นงานได้ คุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่างของฟาน ไดค์คือการอ่านเกม เพราะการอ่านเกมที่ดีจะนำมาซึ่งการตัดสินใจที่ถูกต้อง หากย้อนกลับไปมองในเกมกับสเปอร์สเมื่อปลายฤดูกาลก่อนที่แอนฟิลด์ ในขณะที่สกอร์ยังคงเสมออยู่ 1 – 1 และเวลาในสนามเหลือเพียง 5 นาทีสุดท้าย ฝั่งของสเปอร์สได้จังหวะสวนกลับเร็วโดย “มุซซ่า ซิสโซโก้” กองกลางชาวฝรั่งเศสได้โอกาสเลี้ยงบอลลุยเข้าไปในแดนของลิเวอร์พูล โดยมี “ซน ฮึง-มิน” ปีกทีมชาติเกาหลีใต้ตัวจี๊ดสปีดขนาบข้างมาทางฝั่งขวา ส่วนฝั่งของหงส์แดงมีเพียงฟาน ไดค์เหลืออยู่เพียงคนเดียว สิ่งที่ฟาน ไดค์ทำคือวิ่งประคองบังทางไม่ซิสโซโก้มีช่องส่งบอลต่อให้ซน ฮึง-มิน รอจังหวะจนซิสโซโก้พาบอลไปใกล้ขอบเขตโทษแล้วจึงตัดสินใจเร่งสปีดเข้าไปไล่บีบซิสโซโก้ ซึ่งซิสโซโก้เองก็ต้องแต่งบอลไปทางเท้าซ้ายซึ่งตนไม่ถนัดและตัดสินใจยิงจากหน้ากรอบเขตโทษเป็นผลให้บอลลอยข้ามคานออกไปแบบไม่มีลุ้น สุดท้ายลิเวอร์พูลชนะไปในเกมนั้น 2 – 1 

หรือจะดูจากนัดล่าสุดในศึกพรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พูลต้องออกไปเยือนถิ่นบรามอลล์เลนของ “เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด” ซึ่งรูปเกมดูอึดอัดมากสำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลหลังจบครึ่งแรกที่สกอร์เสมอกัน 0 – 0 ครึ่งหลังรูปเกมของทีมดาบคู่เริ่มดูดีขึ้นและเริ่มมีโอกาสไล่กดดันลิเวอร์พูลได้เป็นครั้งคราว จนกระทั่ง “จอห์น เฟล็ค” กองกลางทีมดาบคู่ได้บอลหลุดทะลุไปในกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้าย ก่อนล็อคหลบ “ไวจ์นัลดุม” หนึ่งจังหวะพร้อมจะจบสกอร์ ฝั่งของฟาน ไดค์ที่วิ่งประคองมานั้นเหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง “แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน” สปีดเข้าไปหาบอลจึงเลือกที่ยืนปักหลักอยู่ตรงกลางประตูและปล่อยโรเบิร์ตสันไสลด์บล็อคบอลได้สำเร็จ บอลกระดอนออกมาทางฝั่งขวา เข้าทางของ “จอห์น ลุนด์สตราม” วอลเลย์ไปติดบล็อคของฟาน ไดค์ซึ่งช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกเป็นรองไปได้ ก่อนที่หงส์แดงจะชนะไปในท้ายที่สุด 1 – 0 ตัวอย่างทั้งสองเรื่องที่หยิบยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญในการอ่านเกมของฟาน ไดค์ซึ่งนำมาซึ่งการตัดสินใจที่มีประโยชน์ต่อทีม และเมื่อรวมกับทักษะการเข้าสกัดบอลที่แม่นยำทำให้กองหน้าคู่แข่งไม่สามารถเลี้ยงบอลผ่านเขาไปได้จนกลายเป็นสถิติที่น่าเหลือเชื่อถึง 65 เกมติดต่อกัน

ฤดูกาลนี้แฟนบอลลิเวอร์พูลหมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างยิ่งว่าเจอร์เก้น คล็อปป์จะสามารถนำทีมเข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกสูงสุดที่รอคอยมานานถึง 30 ปีเต็ม ด้วยสามประสานในแดนหน้าระดับพระกาฬอย่าง “โมฮาเหม็ด ซาลาห์”, “ซาดิโอ มาเน่” และ “โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่” ที่เข้าขารู้ใจกัน พร้อมที่จะทำลายล้างกองหลังคู่ต่อสู้ให้สิ้นซาก แต่ฟอร์มการเล่นอันคงเส้นคงวา “เวอร์จิล ฟาน ไดค์” ที่แข็งแกร่งประดุจหินผา จะช่วยให้งานของบรรดากองหน้าทีมหงส์แดงง่ายยิ่งขึ้น ต่อให้ทีมมีเครื่องจักรในการทำประตู แต่ถ้าพร้อมจะเสียประตูในทุกโอกาส คงจะเป็นเรื่องยากที่จะลุ้นแชมป์ได้ แต่ลิเวอร์พูล ณ เวลานี้ เรียกได้ว่าพร้อมในทุกองค์ประกอบ และเวอร์จิล ฟาน ไดค์จะเป็นเสาหลักในการนำทีมหงส์แดงกลับมายิ่งใหญ่เกรียงไกรอีกครั้ง

Writer : MenthoL
Image : Liverpool FC


Shares
  • 78
    Shares