Shares
  • 63
    Shares

เกมพรีเมียร์ลีกนัดที่ 9 ในวันนี้ แฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกต่างเพ่งความสนใจไปที่ศึกแดงเดือด ซึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดรังโอลแทรฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของจ่าฝูง ลิเวอร์พูล หากนับเฉพาะในลีกนี่จะเป็นการปะทะแข้งกันเป็นครั้งที่ 173 โดยสถิติที่เจอกันในบ้านของปีศาจแดงนั้น แมนฯยูมีสถิติที่ดีกว่าคือชนะ 43 เสมอ 27 และแพ้คาบ้าน 16 ครั้ง แต่ในเกมนี้สถิติดังกล่าวคงจะไร้ความหมายเพราะฟอร์มอันร้อนแรงของหงส์แดงที่ชนะรวดมาทั้ง 8 นัดตั้งแต่เปิดฤดูกาลและยังสะกดคำว่าพ่ายแพ้หรือเสมอไม่เป็น เรามาดูความพร้อม สถานการณ์ล่าสุด และวิเคราะห์รูปเกมแท็คติคที่ทั้งสองทีมเตรียมจะนำมาห้ำหั่นกัน

เริ่มจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเจ้าบ้าน ที่โอเล่ กุนนาร์ โซลชาผู้เป็นกุนซือกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบาก หลังจากพ่ายให้กับนิวคาสเซิลไปในนัดล่าสุด ประกอบกับฟอร์มอันย่ำแย่ของทีมตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา จนมีข่าวลือหนาหูว่าหากโซลชานำทีมพ่ายลิเวอร์พูลคาบ้านในนัดนี้ โอกาสที่จะโดนตะเพิดออกจากรั้วโอลแทรฟฟอร์ดนั้นมีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว ยิ่งต้องมาเสียนายทวารมือหนึ่งอย่างดาบิด เด เคอา ที่ได้รับบาดเจ็บจากเกมทีมชาติไปอีกคน จึ่งเพิ่มเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับโซลชาเป็นอีกเท่าตัว

โดยโซลชาได้เผยผ่านสกายสปอร์ตว่า “ดาบิดต้องเข้ารับการแสกน ผมคิดว่าเขาคงจะลงเล่นไม่ได้ มันคงเป็นเช่นนั้นแน่นอนเมื่อดูจากอาการเมื่อคืนนี้” ดังนั้นเซร์คิโอ โรเมโร่จะได้โอกาสประเดิมสนามในลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ เกมสุดท้ายที่โรเมโร่ได้รับโอกาสลงเล่นในลีกนั้นต้องย้อนกลับไปถึง 2 ฤดูกาลก่อนที่ ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาล 2017/18 ที่แมนฯยูเปิดบ้านเอาชนะวัตฟอร์ดไปได้ 1 ประตูต่อ 0 อย่างไรก็ดีโรเมโร่ยังมีสถิติที่ยอดเยี่ยมในการลงเล่นในลีกให้กับปีศาจแดง โดยลงเฝ้าเสาไปทั้งสิ้น 7 นัด เสียไป 2 ประตู ที่สำคัญคือสามารถรักษาคลีนชีทได้ถึง 6 นัด

นอกจากจะขาดเด เคอาไปหนึ่งคนแล้ว ปอล ป็อกบามิดฟิลด์ตัวทำเกมของทีมเจ้าของทรงผมขัดใจแฟนบอลยังไม่สามารถเรียกความฟิตกลับมาจากอาการบาดเจ็บได้ทันเวลา แต่อย่างน้อยก็ยังมีข่าวดีที่ อารอน วาน-บิซซาก้าแบ็คขวา และอองโตนี่ย์ มาร์ซิยาลกองหน้ามีโอกาสหวนคืนสนามหลังหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ก็ไม่แน่ว่าทั้งคู่จะฟิตพอที่จะเล่นครบทั้ง 90 นาทีหรือเปล่า

ทางฝั่งทีมเยือนลิเวอร์พูลของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปนั้นมีข่าวดีที่จะได้ 3 นักเตะตัวหลักอย่าง อลิสซง เบ็คเกอร์, โจเอล มาติป และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ฟิตกลับมาพร้อมลงบู๊อีกครั้ง โดยในรายของซาลาห์นั้น เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บในช่วงท้ายเกมของนัดล่าสุดที่สยบเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อเข้าช่วงพักเบรคเกมทีมชาติจึงมีเวลาในการพักฟื้นและพร้อมที่จะลงล่าตาข่ายร่วมกับโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่และซาดิโอ มาเน่ รวมเป็นสามประสานที่ฮอตที่สุดในชั่วโมงนี้ ในแดนกลางนั้นเจอร์เก้น คล็อปจะต้องส่งกัปตันทีมอย่างจอร์แดน เฮนเดอร์สันลงมาบู๊ในเกมที่มีแพสชั่นสูงเกมนี้ หลังเปิดทางให้เจมส์ มิลเนอร์ได้ลงเล่นในนัดก่อน โดยจะคุมแดนกลางของทีมร่วมกับฟาบินโญ่และจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม แผงหลังก็ยังคงมีเวอร์จิล ฟาน ไดค์ผู้ท้าชิงรางวัลบัลลง ดอร์ในปลายปีนี้คอยบัญชาการเกมรับของทัพหงส์แดง เรียกได้ว่าสภาพความพร้อมและตัวผู้เล่นของลิเวอร์พูลในศึกแดงเดือดครั้งเต็มร้อยจริงๆ 

ผู้เล่นที่จะลง จาการคาดการณ์ของ The Guardian

มาว่ากันต่อที่รูปแบบและแท็คติคการเล่นที่ทั้งสองทีมจะนำมาใช้ แมนฯยูมีโจทย์หลักที่จะต้องแก้การเพรสซิ่งสูงซึ่งเป็นรูปแบบการที่เจอร์เก้น คล็อปจะสั่งให้ลูกทีมของตนบีบพื้นที่เพื่อตัดบอลเร็ว และทำลายจังหวะการตั้งเกมของทีมปีศาจแดง ดังนั้นการวางหมากของโซลชาจึงมีสองทางเลือก หนึ่งคือเน้นความแม่นยำในการผ่านบอลและให้บอลเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักเตะในแดนหลังและแดนกลางจะต้องคอยหาพื้นที่ว่างเพื่อรอรับบอลอยู่เสมอ การขาดนักเตะอย่างปอล ป็อกบาที่มีทักษะอันยอดเยี่ยมสามารถช่วยเลี้ยงกินตัวและดึงจังหวะของเกมได้จึงถือเป็นงานหนักของทีมปีศาจแดง

คาดว่าการขึ้นเกมจะหนักไปทางฝั่งด้านซ้ายที่มีแฮร์รี่ แม็คไวร์, แอชลี่ย์ ยัง, เนมานย่า มาติช และแดเนียล เจมส์เป็นแกนหลัก โดยภาระหลักจะอยู่ที่มาติชที่นัดนี้จะต้องงัดฟอร์มและปรับจูนจังหวะการเล่นให้รวดเร็วกว่าปกติ หากดึงจังหวะช้าเกินไปก็จะโดนกองกลางของทีมหงส์แดงบีบจนเสียบอลได้ อย่างที่สองคือการใช้บอลไดเรคท์หรือการวางบอลยาวไปยังพื้นที่ว่างในแดนหน้า แล้วค่อยไปหวังพึ่งความเร็วของมาคัส แรชฟอร์ดและแดเนียล เจมส์ตามไปเก็บบอล เพราะทีมปีศาจแดงในตอนนี้ไม่มีศูนย์หน้าตัวเป้ารูปร่างสูงใหญ่และชำนาญในการเล่นลูงกลางอากาศ จึงแทบจะไร้ประโยชน์ที่จะโยนบอลยาวไปให้มาร์คัส แรชฟอร์ดพักบอล เพราะจะถูกคู่กองหลังของลิเวอร์พูลอย่ารง ฟานไดค์ และมาติปเก็บไปกินหมด

ทางฝั่งของลิเวอร์พูลนั้น นอกเหนือจากการเพรสสูงแล้ว สิ่งที่คาดว่าจะได้เห็นในเกมนี้ก็คือการเติมเกมของฟูลแบ็คทั้งสองฝั่งอย่างเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์เจ้าของสถิติกองหลังที่แอสซิสต์ในลีกมากที่สุดในซีซั่นที่แล้วและแอนดรูว์ โรเบิร์ตสันแบ็คปอดเหล็กทีมชาติสก็อตแลนด์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางริมเส้นของมาเน่และซาลาห์ อีกทั้งยังช่วยกดดันไม่ให้ทีมปีศาจแดงตั้งเกมบุกได้ถนัด นอกจากนี้แดนกลางทั้งสามคนของทีมหงส์แดงที่เล่นกันอย่างรู้อกรู้ใจ โดยไวจ์นัลดุมและเฮนเดอร์สันจะมีบทบาทเป็นอย่างมากในเกมนี้เพราะจะเป็นตัวคุมจังหวะเกมของทีม ส่วนฟาบินโญ่จะมีหน้าที่คอยปัดกวาดอยู่ด้านหลัง อีกคนหนึ่งที่จะมีส่วนสำคัญในเกมรุกของลิเวอร์พูลคือ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ศูนย์หน้าทีมชาติบราซิล ที่มีเซนส์บอลเป็นเลิศ พร้อมที่จะเป็นทั้งตัวเชื่อมเกมในแนวรุกและเป็นตัวจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ ความแพรวพราวของฟีร์มีโน่จะช่วยเพิ่มมิติในเกมบุกของลิเวอร์พูล เป็นตัวสนับสนุนและช่วยเปิดป้อนให้ซาดิโอ มาเน่และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์มีจังหวะจบสกอร์  ถือเป็นงานหนักของวิคตอร์ ลินเดอเลิฟและแฮร์รี่ แม็คไกวร์คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมปีศาจแดงที่จะต้องเจอในเกมนี้

ศึกแดงเดือดในวันอาทิตย์จะจบลงอย่างไร สาวกปีศาจแดงและสาวกหงส์แดงทั่วโลกต่างก็ต้องเอาใจช่วยทีมของตนเอง ดูแล้วความแข็งแกร่งของทางฝั่งปีศาจแดงที่ฟอร์มออกทะเลจะมีน้อยกว่า แต่ขึ้นชื่อว่าศึกแดงเดือดแล้วนั้น ต้องยอมรับว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในเกมที่ทั้งนักเตะ โค้ช และแฟนบอลต่างมีอารมณ์ร่วมสูง ตามประวัติศาสตร์การปะทะกันของทั้งสองทีมซึ่งต่างไม่เคยมีใครยอมใคร และพร้อมจะสู้กันแบบถวายหัว ถือเป็นสีสันและรสชาติที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต่างลุ่มหลงในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

Writer : MenthoL


Shares
  • 63
    Shares