Shares

ออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ได้อย่างน่าผิดหวังสำหรับ “เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด” หลังพ่ายรวดทั้ง 3 นัดแรก เก็บไม่ได้เลยสักคะแนนเดียว จมอยู่ในอับดับรองบ๊วย ดูดีกว่า “ฟูแล่ม” ทีมอันดับสุดท้ายเพียงแค่ประตูได้เสีย หลายคนเริ่มสงสัยว่าทีมดาบคู่จะออกอาการเป๋ ติดเชื้อ 2nd Season Syndrome หรือเปล่า เชื้อนี้ในอดีตเคยขึ้นกับหลายต่อหลายทีมน้องใหม่ที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาในพรีเมียร์ลีก ซึ่งฤดูกาลแรกนั้นโชฟอร์มได้หวือหวาพอสมควรและเอาตัวรอดได้ แต่พอฤดูกาลที่สองเริ่มออกอาการเป๋จนแก้ไม่ตก ต้องร่วงตกชั้นกันไปตั้งต้นกันมาใหม่

อย่างไรก็ดีเจ้าโรค 2nd Season Syndrome นี้อาจจะเกิดจากการพูดกันไปปากต่อปากก็เป็นได้ เพราะทาง Sky Sport สื่อชื่อดังของแดนผู้ดีเขาไปวิเคราะห์กันแบบละเอียดถี่ยิบมาแล้ว่า 78% ของทีมที่พึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาและสามารถหนีตกชั้นได้สำเร็จในฤดูกาลแรก จะสามารถสู้ต่อและไม่ตกชั้นในฤดูกาลที่สอง ตัวเลขความเป็นไปได้ตรงนี้ถือว่าสูงมากๆ แต่ถ้าไล่เรียงชื่อทีมที่กำลังแข่งอยู่ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ก็มีหลายต่อหลายทีมเช่นกัน ที่ตั้งแต่เลื่อนชั้นมาก็ยังไม่ตกชั้นเลย อย่างเช่น “เลสเตอร์ ซิตี้” ที่ฤดูกาลที่สองหลังจากเลื่อนชั้นมาแล้วไม่ตกชั้นยังไม่พอ กลับกลายเป็นคว้าแชมป์ไปหน้าตาเฉย หรือว่าจะเป็น “เบิร์นลี่ย์” ทีมเล็กๆ ของกุนซือ “ฌอน ไดซ์” ที่อยู่รอดปลอดภัยมา 7 ฤดูกาลติดต่อกันเข้าไปแล้ว

วันนี้เรามาคิดวิเคราะห์ดูว่าทีมดาบคู่ในเวลานี้ มีดีพอจะได้เล่นต่อในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกันหรือเปล่า เริ่มไล่ย้อนกันไปดูตั้งแต่นัดแรกที่พ่ายต่อ “วูฟล์” คาบ้าน 0 ประตูต่อ 2 นัดนี้ต้องบอกว่ากุนซือ “คริส วิลเดอร์” จัดทัพตัวเก่งลงสนามกันครบครัน มีหน้าตาเปลี่ยนไปจากฤดูกาลก่อนแค่คนเดียวคือผู้รักษาประตูตัวใหม่อย่าง “อาร์รอน แรมส์เดลส์” ที่พึ่งคว้าตัวมาจากบอร์นมัธ แทนที่ของ “ดีน เฮนเดอร์สัน” ที่ตัดสินใจอยู่สู้แย่งตัวแหน่งตัวจริงกับต้นสังกัดอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สำหรับเกมนี้สรุปแบบสั้นๆ เลยว่าสมาธิลูกทีมของวิลเดอร์ไม่ดีเอามากๆ เพราะโดนยิงทั้งสองลูกตั้งแต่นาทีที่ 3 และนาทีที่ 6 กว่าจะตั้งเกมกันได้ก็ตกเป็นรองไปสุดกู่ ยิ่งมาเจอทีมที่เกมรับดีอย่างวูฟล์ด้วยแล้ว โอกาสจะเก็บแต้มจึงแทบริบหรี่ หากใครจะคิดว่าอับโชคเหลือเกินที่เสียสองประตูเร็วขนาดนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก 

แต่สำหรับนัดที่สองที่ออกไปแพ้ให้กับ “แอสตัน วิลล่า” 1 ประตูต่อ 0 นั้น ต้องบอกว่าอับโชคจริงๆ เพราะ “จอห์น อีแกน” ปราการหลังตัวเก่งดันไปเหนี่ยว “โอลี่ย์ วัตกิ้นส์” แบบไม่ยอมปล่อย ในจังหวะที่กองหน้าของวิลล่ากำลังจะหลุดไปรับบอลเคลีย์ยาวจากแดนหลัง โดนใบแดงไล่ออกจากสนามไปตั้งแต่นาทีที่ 12 ทั้งๆ ที่จังหวะนั้นผู้รักษาประตูมีโอกาสที่จะออกกมาตัดบอลได้ก่อนกองหน้าของวิลล่าแท้ๆ เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจ ทีมดาบคู่มาได้จุดโทษในนาทีที่ 36 แต่ “จอห์น ลุนด์สตราม” กองกลางพลังไดนาโมก็ดันยิงไปติดเซฟของ “เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ” มือกาวเจ้าน้ำตาตัวใหม่ของทีมเจ้าบ้าน ที่ฤดูกาลก่อนโชว์ฟอร์มเด็ดช่วยให้อาร์เซน่อลต้นสังกัดเก่าคว้าแชมป์เอฟเอคัพไปแบบพลิกความคาดหมาย หลังชวดได้ประตูนำในครึ่งแรก ลูกทีมของวิลเดอร์ก็มาโดนยิงนำในครึ่งหลังจากลูกตั้งเตะ แต่จากนั้นรูปเกมของทีมเยือนก็ไม่ได้ขี้เหร่เลย เปิดหมัดแลกกับเจ้าบ้านวิลล่าได้ตลอด แต่เป็นเพราะตัวนักเตะที่น้อยกว่า และอาศัยเพียงจังหวะโต้กลับเท่านั้นที่ได้ลุ้น จบเกมจึงแพ้ไปแบบน่าเจ็บใจ

ส่วนเกมนัดที่สามนั้น เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดเริ่มทยอยมีการปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นหลายตำแหน่ง แต่รูปเกมนั้นสูสีคู่คี่กับทีมน้องใหม่ฟอร์มแรงอย่าง “ลีดส์ ยูไนเต็ด” บอลเปิดแลกกันสนุกสะใจท่านผู้ชม ตลอดทั้งเกมทีมดาบคู่มีโอกาสยิงประตูถึง 10 ครั้ง แต่ก็โดนเซฟอันเหนียวหนึบของ “อิลลาน เมส์ลิเยร์” ผู้รักษาประตูของทีมยูงทองปัดป้องไว้ได้ตลอด สุดท้ายมาโดนลูกโขกของ “พาทริค แบมฟอร์ด” เฉือนชัยไป 1 ประตูต่อ 0 นับรวมทั้งสามทั้งนัดแรกทีมดาบคู่ยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลยสักประตูเดียว นี่แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญในเรื่องของทำประตูคู่ต่อสู้ แต่ก็เสียไปเพียงแค่ 4 ประตู นั่นก็หมายถึงเกมรับที่ยังเป็นจุดแข็งของทีมต่อเนื่องมาจากฤดูกาลก่อน

ทีนี้เรามาสำรวจตลาดนักเตะของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดกันต่อ สำหรับนักเตะที่โดนขายออกไปคงมีเพียง “คัลลัม โรบินสัน” คนเดียวเท่านั้นที่จัดว่าอยู่ในทีมชุดใหญ่ โดยโรบินสันเลือกที่จะย้ายกลับไปซบต้นสังกัดเก่าอย่างเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน โดยมี “โอวิเวอร์ บรู๊ค” เป็นตัวแลกเปลี่ยนเข้าสู่ทีมดาบคู่แทน สำหรับดีลนี้นั้นต้องบอกว่าน่าเป็นห่วงพอสมควร เพราะในขณะที่เวสต์บรอมฯ ได้ตัวเด็กเก่าที่รู้งาน เล่นเข้าระบบ ฉายแววเด่นในนัดเสมอเชลซี 3 – 3 แต่เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดเลือกที่จะเดิมพันกับอดีตดาวรุ่งทีมชาติสก็อตแลนด์อย่างบรู๊คที่เคยฉายแววเด่นสมัยยังค้าแข้งอยู่กับน็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสท์ ก่อนโดนอาร์บี ไลป์ซิกต์ทีมจากเยอรมันคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ไม่รุ่งต้องย้ายกลับมาซบตักเวสต์บรอมฯ ฟอร์มโดยรวมก็ไม่ได้หวือหวา ต้องมาดูกันว่าวิลเดอร์วางแผนที่จะใช้งานบรู๊คแบบไหน หรือเพียงเอามาเก็บไว้เป็นแบ็คอัพในแผงกองหน้าเท่านั้นเอง

“อาร์รอน แรมส์เดลส์” ผู้รักษาประตูย้ายเข้ามาจากบอร์นมัธที่ล่วงตกชั้นไปเมื่อฤดูกาลก่อนด้วยค่าตัวถึง 18.5 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดของสโมสร ฟอร์มจากสามนัดแรกถือว่ามีดีพอตัว ระยะยาวแล้วกล้าพูดเลยว่าแฟนทีมดาบคู่จะต้องลืมชื่อของดีน เฮนเดอร์สันไปได้แน่นอน อีกอย่างคือการเลือกซื้อผู้รักษาประตูที่มีความคุ้นชินกับลีกอยู่แล้วถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับลีก เพียงแต่เรียนรู้แทคติคของทีมคุ้นชินก็เพียงพอ

สองวิงแบ็คซ้ายขวาจากดาร์บี้ เค้าท์ตี้ “แม็กซ์ โลว์” และ “เจย์เด้น โบเกิ้ล” ย้ายเข้าสู่ทีมดาบคู่เพื่อเพิ่มตัวเลือกทางด้านริมเส้น ถือเป็นการเติมขุมกำลังในเชิงลึก – Squad Depth และเพิ่มความกดดันให้สองวิงแบ็คเจ้าประจำอย่าง “เอ็นดา สตีเว่นส์” และ “จอร์จ บัลด็อค” ให้รีดฟอร์มเก่งออกมาให้ได้มากที่สุด การเสริมทัพในจุดนี้แบบแพ็คคู่ ถึงแม้ชื่อชั้นนักเตะอาจจะไม่คุ้นหูแฟนบอล แต่วิเคราะห์ได้เลยว่านักเตะทั้งคู่ต้องมีดีกว่าตัวแบ็คอัพที่ทีมเคยมีอยู่แน่นอน หากตัวหลักบาดเจ็บหรือโดนแบน อย่างน้อยวิลเดอร์ก็มีแบ็คอัพที่ไว้ใจได้ให้เป็นตัวเลือกสำหรับทีม

ส่วนคนสุดท้ายที่กล่าวถึงก็คือ “อีธาน อัมปาดู” เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ย้ายแบบยืมตัวมาจากเชลซีวัย 20 ปี ฤดูกาลก่อนย้ายแบบยืมตัวเช่นกันไปเล่นให้กับอาร์บี ไลป์ซิกต์ แต่ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นเป็นตัวจริงได้และได้ลงเล่นเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้น แต่ฝีเท้าของเจ้าตัวต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะถูกเรียกติดทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้นในปี 2017 นับรวมถึงปัจจุบันดาวเตะที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในทีมสำรองของเชลซีติดทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่ไปแล้วรวม 15 นัด เมื่อได้เห็นฟอร์มการเล่นในสนามแล้วต้องบอกว่าวิลเดอร์ตาถึงมากๆ เพราะนัดที่สองอัมปาดูถูกส่งลงสนามจากม้านั่งตัวสำรอง เพื่ออุดช่องว่างในแผงหลัง เพราะอีแกนปราการหลังตัวกลางโดนอัปเปหิออกจากสนาม ส่วนนัดที่สามกับลีดส์นั้นเจ้าตัวได้สตาร์ทเป็นตัวจริงเพราะอีแกนติดโทษแบน อัมปาดูยืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวกลางแทนอีแกนได้ไม่ขัดเขิน ดุดันในเกมรับ แถมไปกับบอลได้ดีตามแทคติคเซ็นเตอร์แบ็คโอเวอร์แล็ป – CB Overlap ที่วิลเดอร์ติดตั้งไว้เป็นไม้ตายให้กับทีมดาบคู่อีกด้วย เอาง่ายๆ ว่ากลายเป็นตัวเลือกแรกในม้านั่งสำรองเหนือจอมเก๋าอย่าง “ฟิล จากีลก้า” ไปเป็นที่เรียบร้อย

สรุปจุดแข็งของทีมดาบคู่ คือการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งและเป็นระบบ อีกทั้งแทคติคการเล่นของวิลเดอร์นั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นปรมาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน CB Overlap หรือ Flying Wing Backs ก็ดูเนียนตาม นักเตะที่ย้ายเข้ามาใหม่เพิ่มตัวเลือกให้กุนซือ และช่วยยืนระยะในฤดูกาลที่ยาวนานของลีก ส่วนจุดอ่อนของทีมในชุดนี้เห็นจะเป็นผู้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้า ทีมยังขาดตัวทำประตูหลักสิบ หลังฤดูกาลก่อนสองกองหน้าอย่าง “โอลี่ แม็คเบอร์นี่ย์” และ “ลีส์ มุสเซ็ตต์” มีชื่อเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดร่วมกันที่ 6 ประตูเท่านั้นเอง

ฟันธง “เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด” จะอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกไปอีกปี หากสโมสรไม่บ้าจี้ปลดผู้จัดการทีมออกกลางอากาศ ถึงแม้นัดหน้าจะต้องดวลกับอาร์เซน่อล ต่อให้แพ้และไม่มีแต้มก็อย่าพึ่งตื่นตระหนก แต่พูดตรงๆ ว่าฟอร์มของทีมดาบคู่คงไม่หวือหวาฮือฮาถึงขึ้นได้ลุ้นไปเตะถ้วยยุโรปเหมือนซีซั่นก่อน เว้นเสียแต่ว่า “คริส วิลเดอร์” จะกล่อมบอร์ดบริหารให้ลงทุนจัดหากองหน้าหลักสิบเข้ามาร่วมทีมให้ได้ก่อนที่ตลาดนักเตะจะปิดในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคมนี้

Writer : MenthoL


Shares