Shares

กระแสต่อต้านการเหยียดผิวสีในเกมฟุตบอลลีกอังกฤษกำลังมาแรงเหลือเกิน ถึงขนาดที่พรีเมียร์ลีกได้ออกแคมเปญรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิวสีที่มีชื่อว่า “No room for Racism” ที่แปลเป็นไทยแบบง่ายๆ ว่า “ไม่มีที่ว่างสำหรับพวกเหยียดผิวสี” โดยเฉพาะหลังจากเกมที่ทีมชาติอังกฤษออกไปเยือนทีมชาติบัลแกเรียที่กรุงโซเฟียเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยแฟนบอลเจ้าถิ่นมีการส่งเสียงร้องของลิง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการเหยียดผิวสีตั้งแต่นักเตะทั้งสองทีมเริ่มวอร์มอัพตลอดไปจนเริ่มลงแข่งในครึ่งแรก

ประเด็นที่สำคัญคือ “ไทโรน มิงส์” นักเตะผิวสีจากสโมสรแอสตัน วิลล่า ที่ได้รับโอกาสลงสนามประเดิมทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรก ได้กลายเป็นนักเตะผิวสีคนแรกของทีมชาติอังกฤษที่ได้ทำการร้องเรียนการเหยียดผิวสีต่อกัปตันทีมของเขาคือ “แฮร์รี่ เคน” ก่อนที่เคนจะร้องเรียนไปยังผู้ตัดสิน และนำมาซึ่งการเป่าหยุดเกมถึง 2 ครั้งในครึ่งเวลาแรก โดยเป็นไปตามกติกาใหม่ที่ “ยูฟ่า” ได้บัญญัติขึ้นในชื่อว่า “Three-Stage Protocol” ผู้ตัดสินสามารถเป่าหยุดเกมได้ 3 ครั้ง ใน 2 ครั้งแรกจะมีการแจ้งทางระบบกระจายเสียงภายในสนามเพื่อขอให้หยุดพฤติกรรมดังกว่าว หากการเหยียดผิวสียังคงมีอยู่ ผู้ตัดสินสามารถเป่าหยุดเกมครั้งที่ 3 และจะดำเนินการยกเลิกเกมในนัดนั้นทันที และจะมีบทลงโทษกับทีมเจ้าบ้านที่ไม่สามารถทำให้การเหยียดผิวสีหยุดลงได้ตามมาในภายหลัง 

ในเกมดังกล่าวมีประเด็นเรื่องการเหยียดผิวสีที่สื่อต่างๆ ได้นำเสนอกันไปมากพอสมควร ดังนั้นวันนี้เราจะมาชวนกันคุยถึงเรื่องของ “ไทโรน มิงส์” เซ็นเตอร์ฮาร์ฟทีมวิลล่าที่ได้รับโอกาสจาก “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ให้ลงสนามเป็นตัวจริงตลอด 90 นาทีของการแข่งขัน ผลงานโดยส่วนตัวของมิงส์ถือว่าดีมาก จับคู่กับแม็กไกวร์เป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาร์ฟที่ดูไปคล้ายตึกแฝดทวินทาวเวอร์ ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ของทั้งคู่ ผนึกกำลังกันเป็นป้อมปราการและทำให้ทีมเก็บคลีนชีทได้เป็นผลสำเร็จ แต่จุดเด่นที่สำคัญของมิงส์คือการครองบอลและการผ่านบอล ซึ่งทำให้อังกฤษสามารถเซ็ตบอลจากแดนหลังมาข้างหน้าได้อย่างไหลลื่น นี่คงเป็นอานิสงค์ของมิงส์ที่เคยเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายมาก่อนในช่วงต้นของอาชีพการค้าแข้ง ทำให้การเล่นบอลกับเท้าเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ได้ดูเก้ๆ กังๆ แต่อย่างใด อีกทั้งเซาธ์เกตยังเลือกที่จะขยับแม็กไกวร์ไปยืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟทางฝั่งขวาและปล่อยให้มิงส์ได้ลงเล่นทางฝั่งซ้ายซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตัวเองถนัด ผลงานของมิงส์จึงตอบแทนความไว้วางใจเจ้านายอย่างเซาธ์เกตได้อย่างน่าชมเชย

หากย้อนกลับไปเมื่อปีก่อนไทโรน มิงส์ยังคงประสบปัญหาในการสอดแทรกลงเป็นตัวจริงในทีมบอร์นมัธเพราะตำแหน่งไปทับกับ “นาธาน อาเก้” ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ มิงส์จึงเลือกที่ย้ายไปเล่นกับแอสตัน วิลล่าในศึกแชมเปี้ยนส์ชิพแบบยืมตัวในครึ่งฤดูกาลหลังหรือเมื่อตลาดนักเตะเปิดทำการในเดือนมกราคมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะมิงส์ได้รับโอกาสให้ลงสนาม ยึดตำแหน่งตัวจริง มีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นและคงเส้นคงวา เป็นที่ประทับใจของแฟนบอลวิลล่าเป็นอย่างยิ่ง โดยมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ทีมคว้าชัยชนะ 10 นัดรวดในช่วงท้ายฤดูกาล ส่งผลให้วิลล่ายึดโควต้าเพลย์ออฟ และคว้าถ้วยเพลย์ออฟเหนือ “ดาร์บี้ เคาน์ตี้” เลื่อนชั้นกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ นั่นทำให้สโมสรวิลล่าตัดสินใจยื่นข้อเสนอให้แก่บอร์นมัธ และคว้าตัวไทโรน มิงส์มาโลดแล่นในสังเวียนวิลล่า พาร์คด้วยค่าตัวถึง 20 ล้านปอนด์เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา

ฤดูกาลนี้ “ไทโรน มิงส์” ยังคงเป็นแกนหลักในแผงหลังของแอสตันวิลล่า ลงสนามในศึกพรีเมียร์ลีกทุกนัดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล ด้วยฟอร์มการเล่นอันดุดันและแข็งแกร่ง ทำให้ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” กุนซือทีมชาติอังกฤษเรียกติดทีมชาติตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะมีโอกาสได้ลงสนามให้กับทีมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมิงส์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อของสโมสรหลังกลับมาจากการร่วมเล่นในทีมชาติว่า “แน่นอนว่าผมรู้สึกกระหายยิ่งขึ้นที่จะกลับไปติดทีมชาติอังกฤษอีก ผมคิดว่าจะต้องทำผลงานในสนามให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้รับการเรียกตัวไปอีกครั้งในครั้งหน้า” เป็นที่น่าจับตากันว่าการติดทีมชาติครั้งแรกของมิงส์จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเขาขนาดไหน แต่เป็นที่แน่นอนว่าตอนนี้แฟนบอลของทีมแอสตัน วิลล่าคงรู้สึกปลาบปลื้มใจในฐานะที่เป็นเพียงทีมน้องใหม่ที่พึ่งได้เลื่อนชั้นกลับมาในลีกสูงสุดแต่มีปราการหลังที่ก้าวเข้าไปติดทีมชาติอังกฤษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นเราต้องมาติดตามกันต่อว่า “ไทโรน มิงส์” จะรักษาระดับการเล่นของเขาและช่วยให้วิลล่าอยู่เหนือโซนตกชั้นในศึกพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จหรือไม่ หากเขาทำสำเร็จและไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน เชื่อเหลือเกินว่าอนาคตอันสดใสในทีมชาติอังกฤษจะรอเขา และโอกาสที่จะได้เล่นเป็นแกนหลังของทีมชาติอังกฤษในศึกยูโร 2020 คงไม่ไกลเกินเอื้อม

Writer : MenthoL
Image : Thitiporn.S


Shares