Shares

ประเดิมคอลัมน์ UP!Retro วันนี้ เราจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับตำนานยอดนักเตะจากทวีปแอฟริกา “จอร์จ เวอาห์” อดีตกองหน้าทีมชาติไลบีเรีย ที่เคยลงเล่นให้สโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรป ไล่เรียงกันไปตั้งแต่ โมนาโกและปารีส แซง-แชร์กแมงในฝรั่งเศส, เอซี มิลานในอิตาลี, เชลซีและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในอังกฤษ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ “จอร์จ เวอาห์” เริ่มมีชื่อเสียงคงต้องไล่ไปเริ่มกันเมื่อปี 1988 ซึ่ง “อาร์แซน เวนเกอร์” ผู้จัดการทีมโมนาโกในลีก เอิงของฝรั่งเศสตัดสินใจซื้อตัวเวอาห์มาจากทีมในลีกแคมเมอรูนด้วยค่าตัว 12,000 ปอนด์ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับ เพราะในสมัยก่อนวิทยาการ เทคโนโลยี ระบบเครือข่ายแมวมองของวงการฟุตบอลไม่ได้ไฮเทค และเก็บข้อมูลนักเตะได้ดีเหมือนเช่นในปัจจุบันนี้ แต่ฤดูกาลแรกของเวอาห์ก็ใช่ว่าจะราบรื่น กว่าจะแทรกเข้ามาเป็นตัวจริงได้ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควรเช่นกัน ซึ่งเวอาห์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมไม่ได้ลงเล่นเลยในช่วงเวลาหกเดือนแรก แต่ผมมีความตั้งใจ ความตั้งใจที่จะพิสูจน์ให้ผู้คนที่บ้านเกิดของผมที่เคยปรามาสว่าการมาเล่นในยุโรปของผมเป็นเรื่องที่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ พิสูจน์ว่าผมเป็นนักเตะที่ดี” เวอาห์ยังร่ายต่อไปถึงเวนเกอร์ผู้จัดการทีมในตอนนั้นว่า “เขาวางตัวเหมือนดังเช่นพ่อของผม และเขาปฏิบัติต่อผมราวกับเป็นลูกในไส้ นี่คือผู้ชายที่ยืนหยัดข้างผมในตอนที่ผมมีปัญหาเรื่องการโดนเหยียดสีผิว เขาแสดงให้เห็นถึงความรัก และเขาต้องการให้ผมลงเล่นในสนามให้กับเขาตลอดเวลา – มีอยู่วันหนึ่งในขณะที่เรากำลังซ้อม ผมบอกเขาว่าผมรู้สึกปวดหัว เขาบอกผมว่า “จอร์จ ผมรู้ว่านี่เป็นงานที่ยากแต่คุณต้องทำงานให้หนักกว่านี้ ผมทราบดีว่าคุณมีความสามารถ และคุณจะกลายเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก” เมื่อผมได้ฟังดังนั้น ผมจึงกัดฟันและกลับไปซ้อมต่อ นอกเหนือจากพระเจ้าแล้วผมคิดว่าหากปราศจากอาร์แซน ผมคงไม่มีทางจะเปล่งประกายในยุโรปได้”

ฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับ “จอร์จ เวอาห์” คงเป็นสองฤดูกาลติดต่อกันในช่วงฤดูกาล 1994/1995 และ 1995/1996 ในฤดูกาล 1994/1995 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่เขาลงเล่นให้ปารีส แซง-แชร์กแมง ฟอร์มการเล่นและการยิงประตูของเขาช่วยให้เปเอสเชทะลุเข้าไปถึงรอบเซมิไฟนอลในศึกยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ยิงไป 7 ประตูเป็นดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ เมื่อได้โลดแล่นและเปล่งประกายบนถ้วยใบใหญ่ของทวีปยุโรป จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจนัก ที่ยักษ์ใหญ่ของทวีปอย่าง “เอซี มิลาน” จะดึงตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 6.9 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 1995/1996 ประสานงานกับเทพบุตรเปียทองคำ “โรแบร์โต้ บาจโจ้” ตำนานดาวยิงทีมชาติอิตาลี ช่วยให้เอซี มิลานต้นสังกัดคว้าสคูเด็ตโต้หรือแชมป์กัลโช่ ซีเรีย อาได้สำเร็จในฤดูกาลแรก ยิงในลีกไป 11 ประตู ยึดตำแหน่งดาวซัลโวประจำทีมไปได้อีกด้วย

แต่ไฮไลต์ที่สำคัญของ “จอร์จ เวอาร์” ในฤดูกาลแรกกับเอซี มิลานคงหนีไม่พ้นการคว้ารางวัล “บัลลงดอร์” และ “ฟีฟ่า เวิลด์ เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์” กลายเป็นนักเตะคนแรก และหนึ่งเดียวจากทวีปแอฟริกาที่คว้าทั้งสองรางวัลนี้มาครองตราบจนปัจจุบัน ซึ่งเวอาห์ได้กล่าวถึงการคว้าทั้งสองรางวัลนี้ว่า “เมื่อผมเริ่มเตะฟุตบอล ความฝันเพียงหนึ่งเดียวของผมคือการได้เป็นนักเตะอาชีพ ผมไม่เคยใฝ่ฝันถึงการได้รางวัลบัลลงดอร์หรือรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของฟีฟ่าเลย ผมเพียงแค่ต้องการลงเล่นในลีกอาชีพและทำให้ดีที่สุด อาจเป็นเพราะความรักในเกมฟุตบอลของผม แต่แน่นอนว่าการคว้าทั้งสองรางวัลนี้มาได้นับเป็นเรื่องที่พิเศษเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผมระลึกได้ว่าผมทำงานมาหนักมากตลอดอาชีพการค้าแข้ง ผมรู้สึกภาคภูมิใจเพราะผมคิดว่ามันสำคัญมากสำหรับประเทศของผม ผู้คนในประเทศต่างร่วมฉลองชัยให้กับผมและนั่นทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้ว่าประเทศไลบีเลียอยู่ในส่วนใดของแผนที่โลก”

จังหวะที่ “จอร์จ เวอาห์” ฉายเดี่ยวลากบอลจากหน้าปากประตูตัวเองไปยิงเวโรน่า ในปี 1996

หลังจากแขวนสตั๊ดไปในปี 2003 ในวัย 37 ปี “จอร์จ เวอาห์” พลิกผันบทบาทของเขามาเป็นนักการเมืองภายในประเทศบ้านเกิด ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2005 แต่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ก่อนจะมาได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกในปี 2015 และลงชิงตแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2017 และชนะการเลือกตั้งพร้อมเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศไลบีเลียสมใจหวังในเดือนมกราคม ปี 2018 จวบจนปัจจุบัน 

Writer : MenthoL


Shares